กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณอายุหลายร้อยปีคละคลุ้งผสมกับกลิ่นจางๆ ของน้ำยาฟอร์มาลีนจากห้องผ่าศพชั้นใต้ดิน มنตรากวาดนิ้วเรียวผ่านตัวอักษรขอมโบราณที่เลือนรางบนหน้ากระดาษหนังดิบ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบด้านข้างของเธอจนเกิดเงาทอดatยาวบนผนังห้องเก็บเอกสารคดีเก่า
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยดังขึ้นบนพื้นไม้ปาร์เกต์ภายนอก ก่อนที่บานประตูไม้สักจะถูกผลักเปิดออก รวิศก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่เอ่ยคำทักทาย ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกดูเหนื่อยล้า แต่แววตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตากลับฉายความระแวดระวังอย่างเด่นชัด เขาปรายตามองกองหนังสือโบราณนับสิบเล่มที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัวเธอ ก่อนจะหยุดยืนค้ำโต๊ะทำงานด้วยท่าทีคุกคามโดยธรรมชาติ
"คุณยังไม่กลับอีกหรือคะ, หมอรวิศ?" เสียงหวานเอ่ยถามโดยเงยหน้าขึ้นจากตำรา เลนส์แว่นสะท้อนแสงไฟเป็นประกายวาบ "หรือว่าคดีบนโต๊ะผ่าศพยังให้คำตอบคุณไม่ได้ จนต้องมาเดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตประวัติศาสตร์ของฉัน"
"ศพบนโต๊ะของผมพูดความจริงเสมอ ต่างจากกระดาษเก่าๆ ที่คนเขียนพยายามบิดเบือนความจริงเพื่อซ่อนความงมงาย" รวิศตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "โดยเฉพาะเรื่องราวเหล่านั้น... ที่คุณกำลังหมกมุ่นอยู่"
มนตราแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ปิดหนังสือเล่มหนาลงช้าๆ จนเกิดฝุ่นละอองคลุ้งในอากาศ เธอลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแคบลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของกันและกัน ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสตร์มืดลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ราวกับประจุไฟฟ้าที่รอวันปะทะ
"ความงมงายที่คุณว่า... กำลังไขคดีฆาตกรรมที่คุณหาเหตุผลทางนิติเวชมาอธิบายไม่ได้นะคะ" มนตราก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายหอมกรุ่นปะปนกับกลิ่นหมึกโบราณลอยเข้าจมูกชายหนุ่ม "คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกค่ะว่า รอยแผลบนศพเหยื่อรายล่าสุด มันมีรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงกับแผนผังดาราศาสตร์ในคืนจันทร์เพ็ญเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างไม่น่าเชื่อ"
รวิศนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ขากรรไกรของเขาขยับเล็กน้อยอย่างข่มอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวยาวเผลอกำขอบโต๊ะแน่นขึ้นจนข้อต่องอขาว เขาไม่ชอบความจริงที่ว่าหลุมพรางทางวิทยาศาสตร์ของเขากำลังถูกท้าทายด้วยความเชื่อลี้ลับ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ... สายตาของหญิงสาวตรงหน้าที่มองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร
"คุณกำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระ" รวิศเอ่ยเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน "มนุษย์เราฆ่ากันด้วยกิเลสและความแค้น ไม่ใช่เพราะเงาของดวงจันทร์"
"แต่พิธีกรรมไม่ได้สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่านะคะ, คุณหมอ" มนตราเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกหนังสีดำขึ้นมาเปิดไปยังหน้าที่คั่นไว้ด้วยริบบิ้นสีแดง "ดูนี่สิคะ... บันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาช่วงปลายรัชสมัย เขากล่าวถึง *'พิธีกรรมอาบแสงจันทร์'*... พิธีกรรมที่กระทำเพื่อดึงเอาพลังชีวิตของเหยื่อออก
ในขณะที่ร่างกายยังคงมีลมหายใจ แต่จิตวิญญาณถูกพรากไปขังไว้ในความมืด"
รวิศก้มมองภาพวาดลายเส้นโบราณบนหน้ากระดาษ ภาพของร่างไร้วิญญาณที่นอนอยู่ใต้แสงจันทร์สีเลือด รอบตัวมีสัญลักษณ์ประหลาดที่ถอดแบบมาจากรอยแผลบนศพในคดีปัจจุบันอย่างไร้ที่ติ ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลังของแพทย์หนุ่มผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแต่ยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นไว้ได้
"มันเป็นแค่จิตวิทยาหมู่ หรือไม่ก็โรคจิตเภทชนิดหนึ่งที่ลอกเลียนแบบประวัติศาสตร์" รวิศพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะเริ่มขาดความมั่นใจ
"ถ้ามันเป็นแค่เรื่องแต่ง ทำไมเหยื่อทุกรายถึงเสียชีวิตในคืนข้างแรมที่ดวงจันทร์ไร้แสง... ยกเว้นคืนนี้ล่ะคะ?" มนตราถามกลับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แววตาของเธอสั่นไหวด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "คืนนี้... เป็นคืนจันทร์เต็มดวง และตามบันทึกเล่มนี้ระบุไว้ว่า เหยื่อรายสุดท้ายของพิธีกรรมไม่ได้ถูกเลือกด้วยความบังเอิญ"
รวิศขมวดคิ้วแน่น "คุณหมายความว่ายังไง?"
ก่อนที่มนตราจะทันได้เอ่ยคำตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของรวิศก็แผดเสียงดังทำลายความเงียบขึ้นอย่างกะทันหัน เขาดึงเครื่องออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด ปลายสายคือผู้ช่วยแพทย์นิติเวชที่โทรรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"คุณหมอครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ศพเหยื่อรายที่สี่ที่เพิ่งส่งมาเมื่อเย็น... อยู่ๆ ร่างกายของเขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง ทั้งที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วสามชั่วโมง และ... และที่สำคัญที่สุด รอยแผลบนหน้าอกของเขากำลังเปลี่ยนรูปครับ!"
รวิศชะงักงัน ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อเขาตระหนักถึงความจริงบางอย่าง เขาวางสายทันทีโดยไม่เอ่ยลา แล้วหันกลับมามองหน้ามนตราที่ยืนนิ่งสงบราวกับล่วงรู้อนาคตอยู่ก่อนแล้ว
"ดูเหมือนว่า... พิธีกรรมที่ถูกลืมกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วล่ะค่ะ, คุณหมอ" มนตรากระซิบแผ่วเบาในความสลัวของห้องเก็บเอกสาร ขณะที่แสงจันทร์สีนวลสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกสีลงมาอาบไล้เรียวแขนของเธอพอดี "และเหยื่อรายต่อไป... ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล... แต่เป็นคนที่กำลังยืนอยู่ตรงข้ามกับฉันในตอนนี้เองค่ะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดและปมปริศนานี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 9
พิธีกรรมที่ถูกลืม
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!