กลิ่นฟอร์มาลีนเข้มข้นในห้องชันสูตรยามวิกาลไม่เคยจางหายไปไหน เช่นเดียวกับความเงียบงันที่มักจะดังกว่าเสียงใดๆ บนโต๊ะสเตนเลสสตีลเย็นเฉียบ ร่างไร้วิญญาณของเหยื่อคดีฆาตกรรมล่าสุดนอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้ารวิศ แพทย์นิติเวชหนุ่มขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกำลังจดจ้องรอยแผลประหลาดบนลำคอของศพ—รอยแผลที่เขาเพิ่งลงบันทึกในรายงานว่าเป็นรอยรัดจากเส้นลวดโลหะขนาดเล็ก หากแต่ทว่า... เมื่อเขาลองทาบนิ้วลงไปวัดระยะห่างตามหลักกายวิภาคศาสตร์ พื้นผิวเนื้อเยื่อตรงนั้นกลับไม่มีร่องรอยการฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้เลยแม้แต่น้อย
มันเป็นไปไม่ได้
ในทางนิติเวชศาสตร์ แรงกดระดับนั้นย่อมทิ้งรอยช้ำภายในและการแตกหักของกระดูกไฮออยด์เสมอ แต่ศพตรงหน้ากลับไร้ซึ่งร่องรอยความรุนแรงทางกายภาพ ทว่าปอดกลับเต็มไปด้วยน้ำในปริมาณที่เทียบเท่ากับการจมน้ำตาย รวิศขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในอก ความคิดด้านตรรกะและวิทยาศาสตร์อันแข็งแกร่งที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงานกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้ค้อนทุบทำ3ลายเสาหลักในใจเขาช้าๆ
"คุณกำลังพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ให้กับการกระทำของภูตผีปีศาจหรือคะ, คุณหมอ?"
เสียงหวานนุ่มทว่าเย็นเยียบราดรดลงกลางความเงียบ มนตราก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะชันสูตร ดวงตากลมโตภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเคร่งเครียดของเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ร่างเพรียวระหงในชุดสูทสีเข้มดูทรงอำนาจและลึกลับในเวลาเดียวกัน เธอยื่นมือเรียวบางออกไปเหนือร่างไร้ลมหายใจ ปลายปลายนิ้วห่างจากผิวหนังของศพเพียงไม่กี่เซนติเมตร โดยไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง
"คุณมนตรา... ผมไม่มีเวลามาเล่นเกมจิตวิทยาไร้สาระนี่หรอกนะคะ" รวิศสวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น พยายามกดความปั่นป่วนในอกให้จมลงไปใต้ท่าทีสุขุม "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์คือความจริงเดียวที่เชื่อถือได้ รอยพวกนี้อาจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีหลังการตายที่ยังไม่ถูกบันทึกในตำรา..."
"ตำราเหรอคะ?" มนตราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนให้ขนลุกเกรียว "คุณกำลังยึดติดกับกระดาษเก่าๆ ที่มนุษย์เขียนขึ้น เพื่อหลอกตัวเองว่าเราเข้าใจธรรมชาติทั้งหมด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว... เราเป็นเพียงแค่มดปลวกที่พยายามวัดความกว้างของมหาสมุทรด้วยไม้บรรทัดอันจิ๋ว"
เธอยกมือขึ้นแตะที่ขมับเบาๆ หลับตาลงชั่วพริบตา ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—แววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โศกนาฏกรรม และกลิ่นอายของกาลเวลาที่ล่วงเลยมานับร้อยปี
ในเสี้ยววินาทีนั้น รวิศรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิในห้องที่ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน ผิวหนังตามแขนของเขาพอง Zลุกขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขารู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นเยียบพัดผ่านช่องท้อง ทั้งที่ประตูและหน้าต่างทุกบานปิดตาย มนตราไม่ได้ขยับตัวไปไหน เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของเธอเฉียดผ่านเหนือหน้าอกของศพ รวิศกลับเห็นภาพซ้อนทับขึ้นมาในอากาศ—ภาพของชายในชุดโบราณกำลังใช้ลวดเงินบริสุทธิ์รัดคอเหยื่อด้วยความแค้นเคือง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขาเอง... *'ความจริงที่นายตามหา ไม่ได้อยู่ในศพนี้... แต่มันฝังอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนายเอง'*
รวิศผงถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งเผลอคว้าขอบโต๊ะสเตนเลสไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ลมหายใจของเขาหอบถี่ เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผม เขาเป็นแพทย์ผู้เชื่อมั่นในหลักการทางกายภาพ เหตุใดเขาจึงมองเห็นภาพเหล่านั้นได้? หรือว่าเขาเริ่มมีอาการทางจิตจากความเครียดสะสม?
"เห็นไหมคะ..." มนตราเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน ราวกับสะท้อนมาจากก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกของเขาเอง "บางครั้ง... สิ่งที่ตาเนื้อปฏิเสธที่จะมองเห็น กลับเป็นความจริงที่ชัดเจนที่สุด"
รวิศเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาพยายามรวบรวมเศษ 3เสี้ยวของความเยือกเย็นที่เหลืออยู่มาปกป้องสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง "มันเป็นภาพหลอน... ผมแค่พักผ่อนน้อยเกินไป" เขาพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเธอ
มนตราก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะชันสูตร ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดแคบลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าในยามค่ำคืนลอยแตะจมูก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าตื่นตระหนกของเขาอย่างชัดเจน
"ถ้ามันเป็นแค่ภาพหลอน..." มนตราเอ่ยเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเย้ายวนแต่แฝงความอันตราย "แล้วทำไมรอยแผลที่ข้อมือของคุณ ถึงเริ่มมีเลือดซึมออกมาเหมือนกับศพคนนั้นล่ะคะ, คุณหมอ?"
รวิศชะביקงันไปชั่วขณะ หัวใจหยุดเต้นไปเสี้ยววินาที เขาค่อยๆ ก้มสายตาลงมองข้อมือซ้ายของตนเองภายใต้เสื้อกาวน์สีขาว... บนผิวเนื้อเนียนปรากฏรอยแดงช้ำเป็นเส้นบางๆ รูปวงกลม คล้ายกับรอยถูกรัดด้วยลวดโลหะเส้นเล็กอย่างไม่ผิดเพี้ยน และหยดเลือดสีแดงสดกำลังค่อยๆ ซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาอย่างช้าๆ ทั้งที่เขายังไม่ได้สัมผัสโดนวัตถุใดๆ เลยตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้
ก่อนที่รวิศจะได้อ้าปากพูดอะไร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องชันสูตร—เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและเชื่องช้า ราวกับจงใจประกาศการมาเยือน พร้อมกับกลิ่นอายของความตายที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะคะ
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 5
ความเย็นชาที่สั่นคลอน
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!