กลิ่นสนิมเหล็กและไอชื้นของฟอร์มาลีนยังไม่ทันจางหายจากปลายจมูก ดี W209 ของแพทย์นิติเวชอัจฉริยะอย่างรวิศก็พุ่งทะยานผ่านม่านหมอกหนาทึบของผืนป่าดิบชื้นเบื้องหน้า โครงกระจกรถถูกละอองฝนสาดกระทบจนเกิดเป็นริ้วรอยคล้ายหยดน้ำตาที่ไหลริน ขณะที่ภายในห้องโดยสารกลับอบอวลไปด้วยความเงียบงันอันหนักหน่วง—ความเงียบที่ไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า หากแต่ถูกถักทอขึ้นด้วยแรงดึงดูดประหลาดระหว่างคนสองคนที่นั่งอยู่ร่วมกัน
เสียงเปิดประตูห้องชันสูตรเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ ภาพของชายในชุดสูทสีเข้มผู้ก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารลับจากส่วนกลาง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของมนตรากลับไม่ใช่ตัวบุคคล หากเป็นรอยเปื้อนสีดินโคลนแห้งกรังที่ติดอยู่บริเวณปลายรองเท้า—ดินชนิดเดียวกับที่พบในหุบเขาลึกแห่งนี้
"คุณกำลังคิดว่าฉันบ้าใช่ไหมคะ ที่ดึงคุณออกมาจากห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมาเดินย่ำโคลนตมในที่ที่สายฝนชะล้างทุกอย่างจนแทบไม่เหลือร่องรอย"
มนตราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นใสเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งควบคุมพวงมาลัยอยู่ด้านข้าง เส้นผมสีดำสนิทที่มักจะถูกจัดแต่งอย่างเนี้ยบระเบียบ บัดนี้กลับมีหยดน้ำเกาะพราวเนื่องจากละอองฝนที่ซึมผ่านเข้ามาตอนก้าวขึ้นรถ
รวิศยังคงจดจ้องเส้นทางแคบๆ เบื้องหน้า มือเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย สันจมูกโด่งเป็นคมขยับไหวด้วยจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ
"วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธสัญชาตญาณค่ะมนตรา... แต่เราปฏิเสธข้อสรุปที่ไม่มีหลักฐานมารองรับ ศพแรกในคดีนี้ถูกพบที่นี่ ร่างกายของเหยื่อถูกจัดวางด้วยมุมองศาที่แม่นยำรา과กับงานศิลปะชิ้นเอก มันไม่ใช่การฆาตกรรมโดยบังเอิญ แต่เป็นพิธีกรรม และคนที่จะเข้าใจจิตวิทยาของฆาตกรโรคจิตประเภทนี้ได้ดีที่สุด คงไม่ใช่ตำรวจสายสืบ แต่เป็นเราสองคน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยตอบด้วยความเยือกเย็น แฝงความเย้ยหยันในระบบยุติธรรมเล็กน้อยตามวิสัย
รถยนต์ชะลอความเร็วลงและจอดสนิทที่ปลายทางหลวงชนบทซึ่งถูกปิดกั้นด้วยป้ายเตือนเขตหวงห้าม ทั้งคู่ก้าวลงจากรถพร้อมกับอุปกรณ์ภาคสนาม เสียงรองเท้าบูทบดขยี้ลงบนพื้นดินแฉะดัง *กรอบแกรบ* ท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึมราวกับกาลเวลาในป่าแห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่ศตวรรษก่อน
ป่าดิบชื้นเบื้องหน้าไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความอุดมสมบูรณ์ หากแต่ปกคลุมด้วยความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากรากไม้โบราณและเรือนยอดไม้ที่บดบังแสงอาทิตย์จนมืดครึ้ม มนตราก้าวเดินนำไปตามพิกัดจีพีเอสในมือ สัมผัสพิเศษที่อยู่ลึกในจิตใต้สำเริ่มทำงานทันทีเมื่อลมพัดโชยกลิ่นไอความชื้นผ่านผิวแก้ม—ภาพสะท้อนรางๆ ของเสียงกรีดร้องและเงาร่างของมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนในความมืดแวบเข้ามาในหัวสมองจนเธอต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อดึงสติตัวเองกลับมาสู่โลกปัจจุบัน
"ทางนี้ค่ะ" มนตราก้าวข้ามรากไม้ขนาดใหญ่ที่เลื้อยระเกะระระกะบนพื้นดิน "จุดที่พบศพอยู่ลึกลงไปในแนวแอ่งกระทะ ที่นั่น... อากาศจะนิ่งสงบผิดปกติ และไม่มีเสียงสัตว์ป่ามารบกวนเลยแม้แต่ตัวเดียว"
รวิศเดินตามหลังมาอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองไปรอบกายเพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อม "การที่ไม่มีเสียงสัตว์ป่า ไม่ได้หมายความว่าเป็นอาณาเขตของวิญญาณอย่างที่คุณชอบพูดหรอกนะคะมนตรา มันหมายถึงค่าความเป็นกรดในดินบริเวณนั้นอาจสูงผิดปกติ หรือมีสารเคมีบางชนิดตกค้างจากการเน่าเปื่อยของอินทรียวัตถุในปริมาณมากต่างหาก"
"คุณนี่มัน... ทำลายความโรแมนติกของความลึกลับได้เก่งกาจจริงๆ ค่ะหมอ" มนตราหันมาค้อนใส่ด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แม้แววตาจะฉายประกายความขบขันระคนชื่นชมในความหัวแข็งของเขา
เมื่อพวกเขาเดินลัดเลาะผ่านพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัวมาจนถึงพื้นที่เป้าหมาย ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นลานดินโล่งกว้างแห่งหนึ่ง พื้นดินบริเวณนั้นมีร่องรอยการขุดเจาะและโรยด้วยผงเคมีสีขาวจางๆ เพื่อเก็บกู้หลักฐานในตอนแรก รวิศคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เปิดกระเป๋าอุปกรณ์ตรวจวัดภาคสนามอย่างคล่องแคล่ว แสงไฟฉายคาดหัวส่องสว่างไปยังซอกหินที่อยู่ใกล้เคียง
"อุณหภูมิตรงนี้ต่ำกว่าจุดอื่นรอบข้างถึงสามองศาเซลเซียส..." รวิศพึมพำกับตัวเองขณะอ่านค่าจากเครื่องมือ "น่าสนใจ... ทั้งที่ไม่มีแหล่งน้ำใกล้เคียง แต่ความชื้นสัมพัทธ์กลับสูงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์"
มนตราไม่ได้สนใจเครื่องมือวัดเหล่านั้น เธอกำลังก้มลงใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวดินบริเวณที่เคยเป็นจุดวางศีรษะของเหยื่อ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อุณหภูมิรอบตัวราวกับดิ่งฮวบลงจนเกิดไอสีขาวที่ริมฝีปาก ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในโสตประสาท—เสียงหอบหายใจอันแผ่วเบา เสียงกระซิบภาษากลุ่มชนโบราณที่เธอไม่คุ้นเคย และเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่มองตรงมายังร่างไร้ลมหายใจ
"รวิศ..." เสียงของมนตราสั่นพร่าเล็กน้อย มือเรียวที่สัมผัสพื้นดินเริ่มเย็นเฉียบ "เขาไม่ได้ตายเพราะถูกฆ่ากรรมทั่วไป... ศพนี้ถูกใช้เป็น 'สื่อกลาง' ตั้งแต่ก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้นเสียอีก"
รวิศเงยหน้าขึ้นจากเครื่องมือวัด มองหญิงสาวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความเยือกเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังขั้นสุด เขารู้ดีว่าทุกครั้งที่มนตราเกิดอาการเช่นนี้ มักจะตามมาด้วยการค้นพบที่อยู่นอกเหนือจากตำรานิติเวชศาสตร์เสมอ
"คุณเห็นอะไรอีกแล้วคะมนตรา?" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปใกล้จนไหล่แทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสานกับกลิ่นไอดินลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส
"มีบางอย่างฝังอยู่ใต้ก้อนหินตรงนั้น..." มนตราชี้นิ้วไปยังโขดหินมอสส์หนาทึบที่อยู่ลึกเข้าไปในแนวพงไพร "ไม่ใช่หลักฐานที่ตำรวจเก็บไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่มันเพิ่งถูกนำมาวางไว้... หรืออาจจะซ่อนอยู่ลึกกว่าที่พวกเขาคาดคิด"
รวิศไม่รอช้า เขาหยิบพลั่วสนามขนาดเล็กพกพาออกมาก่อนจะก้าวตรงไปยังโขดหินเป้าหมายทันที สัญชาตญาณของแพทย์นิติเวชบอกเขาว่าความลับที่ถูกฝังไว้ใต้ดินชื้นแฉะแห่งนี้ กำลังจะเปลี่ยนทิศทางของคดีทั้งหมดที่พวกเขาเคยไขมาโดยสิ้นเชิง
ทว่า... ในจังหวะที่คมพลั่วกระทบเข้ากับวัตถุแข็งบางอย่างใต้ชั้นดิน เสียงฝีเท้ากรอบแกรบที่ไม่ได้มาจากพวกเขาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง—มันเป็นเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นและจงใจให้ได้ยิน
รวิศชะงักมือที่กำลังขุด ขณะที่มนตราหันขวับกลับไปมองในความมืดทึบของพงไพรเบื้องหลัง
ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ แสงไฟฉายสาดกระทบเข้ากับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญ—ใบหน้าที่ทำให้หัวใจของทั้งคู่กระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม
...เพราะเขาคือคนเดียวกับที่เพิ่งก้าวเข้าห้องชันสูตรเมื่อสองชั่วโมงก่อน และเป็นบุคคลที่ในทางราชการระบุไว้ว่า "เสียชีวิตไปแล้ว" เมื่อสามปีก่อน!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดและปมปริศนาข้ามกาลเวลานี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 6
ร่องรอยในพงไพร
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!