กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินคละเคล้ากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ แทบจะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางของมนุษย์ปั่นป่วน แต่สำหรับรวิศแล้ว กลิ่นเหล่านี้คือภาษาศาสตร์ชนิดหนึ่ง—ภาษาที่ซื่อตรงที่สุด เพราะศพไม่เคยโกหก
แพทย์นิติเวชหนุ่มกวาดสายตาคมกริบประดุจใบมีดผ่าตัด มองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความเยือกเย็น แสงไฟนีออนสีนวลสาดส่องลงบนร่างไร้วิญญาณที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์เย็นเยียบ ใจกลางห้องมีสัญลักษณ์ประหลาดถูกสลักด้วยของมีคมลงบนพื้น เป็นลวดลายเรขาคณิตโบราณที่มนตราเพิ่งเอ่ยปากบอกเขาเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนว่า มันคืออักษรตระกูลเดียวกับพิธีกรรมบูชายัญในยุคก่อนประวัติศาสตร์
"คุณกำลังใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายสิ่งที่วิทยาศาสตร์เอื้อมไม่ถึงนะคะ หมอรวิศ"
เสียงนุ่มทุ้มแต่เจือด้วยความเย้ายวนอย่างอันตรายดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง มนตราก้าวเท้าช้าๆ ออกมา ภายใต้แสงสลัว แววตาสีเข้มของเธอยามนี้ไม่ได้สะท้อนความกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความท้าทายและความลึกลับที่ยากจะคาดเดаะ เธอสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มที่ช่วยขับเน้นให้รูปร่างเพรียวบางนั้นดูโดดเด่นตัดกับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวรอบกาย
รวิศไม่แม้แต่จะหันไปมองสบตาในทันที นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือยางยังคงขยับจัดแต่งมุมกล้องเพื่อบันทึกหลักฐานอย่างใจเย็น เขามักจะใช้ความเงียบและความนิ่งงันเป็นเกราะกำบังเสมอ ยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้—ผู้หญิงที่มักจะทำให้สมองส่วนเหตุผลของเขาเกิดรอยร้าวขึ้นมาทีละน้อยอย่างน่าหงุดหงิด
"วิทยาศาสตร์คือการอธิบายความจริงที่ยังไม่ถูกค้นพบค่ะคุณมนตรา ไม่ใช่เวทมนตร์" รวิศตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงความเฉียบคม "และผมไม่เชื่อว่ารอยกรีดบนตัวผู้ตาย เกิดจากเงาในอดีตอย่างที่คุณพยายามจะโน้มน้าวผมเมื่อครู่"
มนตราแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นอย่างมีความหมาย เธอไม่ได้โต้เถียง เธอกลับก้าวเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างเธอกับรวิศเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ
"ความจริงบางอย่าง... ซ่อนอยู่ลึกเกินกว่าที่คุณจะใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องเห็นนะคะ"
เธอกระซิบ น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมยามค่ำคืน แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงไปอีกหลายองศา
รวิศเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แววตาสีเทาเข้มของแพทย์หนุ่มไหววับชั่วขณะ มีบางอย่างในตัวมนตราที่ดึงดูดเขาเข้าหาอย่างน่าประหลาด—ความดาร์ก ความลึกลับ และความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง มันเหมือนกับหลุมดำที่พร้อมจะดึงรั้งเขาสู่ห้วงลึกที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอดชีวิต
"ถ้าคุณมั่นใจนักว่าวัตถุชิ้นนั้นมีคำตอบ..." รวิศผายมือไปยังกริชโบราณขึ้นสนิมเล่มหนึ่ง ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในถุงพลาสติกใสบนโต๊ะโลหะ "ก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ—อ้อ... ขอโทษทีค่ะ... ให้ผมเห็นที"
เขาเผลอหลุดคำพูดที่เคยชินออกมาเล็กน้อย แต่มนตราเพียงแค่หัวسะเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุกกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของแพทย์หนุ่มผู้ไร้ที่ติ
มนตราหันไปมองกริชเล่มนั้น แววตาของเธอเปลี่ยนไปในทันที รอยยิ้มระรื่นเมื่อครู่มลายหาย เหลือเพียงความว่างเปล่าและความลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร เธอยื่นมือที่สวมถุงมือผ้าบางเบาออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อมันสัมผัสลงบนผิวพลาสติกที่ห่อหุ้มกริชโบราณเอาไว้
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะต้องวัตถุนั้น... โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
ภาพรอบกายของห้องใต้ดินอันทันสมัยพลันเลือนรางหายไป เสียงลมหายใจของรวิศที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ขาดหายไปจากโสตประสาท มนตราถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติแห่งกาลเวลา ภาพนิมิตสีเทาหม่นไหลทะลักเข้าสู่สมองของเธอราวกับเขื่อนแตก
*กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นยิ่งกว่าปัจจุบัน*
*เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานดังสะท้อนก้องในความมืด*
*ภาพของเงาร่างหนึ่ง—เงาร่างที่สวมฮู้ดสีดำสนิท ใบหน้าถูกบดบังด้วยความมืดมิด กำลังใช้กริชเล่มเดียวกันนี้ตวัดกรีดลงบนร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างเลือดเย็น ดวงตาสีอำพันคู่นั้น... ดวงตาที่จ้องมองทะลุกาลเวลามายังเธอโดยตรง!*
มนตราสะดุ้งเฮือก ร่างเพรียวเซถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์จนเครื่องมือแพทย์ส่งเสียงกระทบกันดังลั่น หัวใจของเธอดิ่งวูบ ลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบกลับซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม
รวิศทิ้งงานในมือทันที เขาก้าวเข้าไปประคองต้นแขนเรียวของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงสัมผัสจากมือหนาที่อบอุ่นและมั่นคงช่วยดึงสติของเธอให้กลับคืนสู่ความเป็นจริง
"มนตรา! คุณเห็นอะไร?" น้ำเสียงของรวิศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แววตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังตื่นตระหนกของเธอ
มนตราหอบหายใจหนักหน่วง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกสติ เธอมองหน้าแพทย์หนุ่มผู้ยึดมั่นในเหตุผล ก่อนจะริมฝีปากสั่นระริกเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรวิศเย็นเฉียบ
"มันไม่ใช่แค่ฆาตกรรมเลียนแบบค่ะ... รวิศ" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "และเจ้าของเงาในนิมิตเมื่อครู่... กำลังยืนอยู่ข้างหลังคุณตอนนี้ค่ะ"
รวิศชะביก กลิ่นอับชื้นรอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมประหลาด—กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ตายซาก ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้หันกลับไปมองความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงาเบื้องหลัง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดก็ดังขึ้น พร้อมกับความเย็นเยียบที่ทาบทับลงบนต้นคอของเขาอย่างแผ่วเบา...
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 4
สัมผัสแห่งความตาย
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!