กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นเจือจางด้วยกลิ่นสนิมเหล็กและมลասไอเย็นยะเยือกจากตู้แช่ศพ ในห้องชันสูตรที่ควรจะเป็นพื้นที่แห่งวิทยาศาสตร์และความตายอันสงบงัด กลับถูกแช่แข็งไว้ด้วยความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
รวิศยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ปืนพกในซองหนังใต้เสื้อกาวน์สีขาวถูกกุมไว้ด้วยสัญชาตญาณ แต่กล้ามเนื้อทุกมัดกลับถูกตรึงไว้ด้วยภาพตรงหน้า ร่างไร้ชีวิตที่ควรจะไร้การตอบสนองตามหลักกายวิภาค กำลังยืนหยัดขึ้นเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีเทาว่างเปล่าคู่นั้นสะท้อนเงาร่างของแพทย์หนุ่มราวกับมันกำลังมองทะลุผ่านผิวหนัง ลึกเข้าไปถึงความลับดำมืดในจิตใจที่เขาพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต
ทว่า ก่อนที่นิ้วของเขาจะได้ปลดล็อกไกปืน เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับขนนกก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง—มันไม่ใช่เสียงของความตาย แต่เป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตที่ก้าวเข้ามาอย่างจงใจและเย้ยหยัน
"ถ้าคุณยิงเขาตอนนี้ หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะพาเราไปถึงตัวฆาตกรก็จะแหลกสลายไปพร้อมกับกระสุนนัดนั้นนะคะ, คุณหมอรวิศ"
เสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับดังแทรกความตึงเครียดขึ้น รวิศสะดุ้งเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่รวดเร็วเกินกว่าจะเรียกว่าความตกใจ แต่เป็นการประเมินสถานการณ์—เขากวาดสายตาคมกริบไปยังต้นเสียงทันที
ภายใต้แสงไฟนีออนสีขาวซีด ร่างระหงในชุดโค้ทกันหนาวสีดำสนิทก้าวพ้นเงาลึกของชั้นวางอุปกรณ์การแพทย์ออกมา มนตรา... นักมานุษยวิทยาผู้ปรากฏตัวราวกับภูตผีในยามวิกาล ดวงตากลมโตคู่คมกริบไม่ได้มองมาที่ตัวเขา แต่กลับทอดมองไปยังร่างบนเตียงสเตนเลสด้วยประกายแสงที่อ่านไม่ออก
ในมือเรียวของเธอถือสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง สันปกของมันเยินจนเห็นกระดาษสีเหลืองกรอบ แวบหนึ่งที่รวิศสังเกตเห็นปลายนิ้วของเธอสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสมัน แต่สีหน้าของเธอกลับนิ่งสนิท ราวกับความตายตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องสามัญธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป
รวิศผ่อนลมหายใจช้าๆ กดความระทึกขวัญเมื่อครู่ให้จมดิ่งลงไปใต้สีหน้าเรียบเฉยอันเป็นเอกลักษณ์ของแพทย์นิติเวช เขาเก็บมือออกจากอาวุธ แล้วปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อสร้างระยะห่าง
"คุณเข้ามาในเขตหวงห้ามของสถาบันนิติเวชยามวิกาลได้อย่างไร, คุณมนตรา... และที่สำคัญกว่านั้น คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมกำลังจะทำอะไร" คำถามของเขาคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อจับสังเกตทุกอณูการเคลื่อนไหวของหญิงสาว
มนตราไม่ได้สะดุ้งสะเทือน เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้เตียงชันสูตรเรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างเธอกับร่างไร้ชีวิตเหลือเพียงไม่กี่คืบ ร่างนั้นยังคงจ้องมองตรงมาที่เธอด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ริมฝีปากที่ถูกด้ายดิบเย็บปิดไว้กลับคลคล้ายจะขยับยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดอย่างน่าขนลุก
"ประตูหลังไม่ได้ลงกลอนแน่นหนาพอสำหรับคนที่รู้ว่ากุญแจดอกนั้นซ่อนอยู่ที่ไหนหรอกค่ะ, คุณหมอ" มนตราตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่สวยหันกลับมาสบตากับรวิศโดยตรง "ส่วนเรื่องที่ฉันรู้ว่าคุณจะทำอะไร... มันไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการไล่ตามตรรกะและเหตุผล คุณมักจะเลือกใช้กำลังเมื่อวิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้"
รวิศขบกรามแน่นเล็กน้อย ความหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะถูกจับไต๋ได้ แต่เพราะผู้หญิงคนนี้มักจะเข้ามาปั่นป่วนสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ของเขาด้วย "ทฤษฎีไร้สาระ" ของเธอเสมอ
"นี่คือห้องชันสูตร ไม่ใช่เวทีแสดงมายากล, คุณมนตรา" รวิศก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่กดดันด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในความจริงเชิงประจักษ์ "ศพนี้เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าหั่วโมง กล้ามเนื้อต้องเกิดภาวะแข็งเกร็งตามธรรมชาติ (Rigor Mortis) และไม่มีทางที่จะขยับตัวหรือลืมตาได้เองตามหลักกายวิภาค สิ่งที่คุณเห็น—และสิ่งที่ผมเห็นเมื่อครู่—มันต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติที่คุณชอบเอามาพูดให้ไขว้เขว"
มนตราส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุข แต่มันกลับดังก้องกังวานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้จนน่าขนลุก เธอยื่นมือที่สวมถุงมือหนังสีดำออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวหยุดลงห่างจากผิวหนังซีดเซียวของศพเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
"วิทยาศาสตร์เหรอคะ? คุณหมอรวิศผู้ฉลาดหลักแหลม... คุณเชื่อมั่นในสิ่งที่ตาเห็นและเครื่องมือแพทย์วัดได้มากแค่ไหนกันเชียว?" มนตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาสีเทาเข้มของเธอมีความมืดมนบางอย่างที่สะท้อนเงาของกาลเวลา "คุณกำลังพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ให้กับ 'คำสาป' ที่ถูกฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีที่แล้ว... คุณกำลังเอาชีวิตเข้าไปแลกกับความดื้อรั้นของตัวเอง"
คำว่า *คำสาป* หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวยนั้นด้วยน้ำหนักที่ทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงไปอีก รวิศนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเขากลัวเรื่องงดงามตามตำนานพื้นบ้าน แต่เพราะคำพูดนั้นไปสะกิดเข้ากับรอยแผลเป็นในอดีต—วันที่ครอบครัวของเขาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับบันทึกโบราณที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาด ซึ่งมีลายมือคล้ายคลึงกับสมุดในมือของมนตราไม่มีผิดเพี้ยน
"อย่ามาพูดจาเหลိုးไหล" รวิศกดเสียงต่ำลง พยายามปกปิดความไหววูบในแววตา "ผมไม่เชื่อเรื่องงมงาย คนตายก็คือคนตาย และทุกคดีมีคำตอบเสมอด้วยหลักฐาน ไม่ใช่คำพยากรณ์"
"ถ้าอย่างนั้น... ช่วยอธิบายหลักฐานชิ้นนี้ให้ฉันฟังหน่อยสิคะ, ดร.รวิศ"
มนตราพลิกสมุดบันทึกในมือเปิดออกไปยังหน้าที่ถูกคั่นไว้ด้วยริบบิ้นสีแดงเข้ม หน้ากระดาษนั้นปรากฏภาพวาดหมึกดำโบราณรูปศพมนต์ดำที่ถูกเย็บปาก และที่น่าตกใจที่สุดคือ สัญลักษณ์รอยแผลเป็นบนหน้าอกของศพชายบนเตียงตรงหน้า ปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นนั้นอย่าง
รวิศก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดมองตัวอักษรโบราณที่เขียนด้วยหมึกซึ่งดูราวกับเพิ่งเขียนเสร็จใหม่ๆ กลิ่นอายของความตายและความลับที่ถูกปิดตายกำลังแผ่ซ่านออกมาจากหน้ากระดาษแผ่นนั้น
"คุณไปได้สมุดนี่มาจากไหน..." เสียงของรวิศขาดห้วงไปเล็กน้อย
มนตราหุบสมุดลงช้าๆ เสียงกระดาษกระทบกันดัง *ทึบ* ในความเงียบ เธอย่างสามซุงเข้าไปใกล้แพทย์หนุ่มจนกลิ่นหอมจางๆ ประหลาดคล้ายดอกไม้ป่าในฤดูหนาวโชยปะทะนาสิก กลบกลิ่นสนิมเหล็กไปเสียสนิท ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือ
"จากที่ที่ศพนี้เคยนอนอยู่... และถ้าคุณยังดึงดันที่จะเปิดปากศพนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงในแบบของคุณ..." มนตรากระซิบแผ่วเบa น้ำเสียงของเธอน่าขนลุกแต่กลับทรงพลังจนปฏิเสธไม่ได้ "คุณจะได้พบกับ 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' อีกหลายคน... ที่กำลังรอคอยจะทวงคืนวิญญาณของคุณเช่นกัน"
สิ้นเสียงกระซิบ ร่างไร้ชีวิตบนเตียงสเตนเลสก็ส่งเสียงกรอบแกรบดังสนั่น ลั่นลึกไปถึงกระดูก โครงกระดูกด้านในบิดเกร็งอย่างรุนแรงอีกครั้ง เลือดสีดำข้นคลั่กไหลทะลักออกมาจากรอยเย็บที่ริมฝีปากของศพ หยดลงกระทบพื้นสเตนเลสเสียงดัง *ติ๋ด... ติ๋ด...* พร้อมกับหน้าจอสัญญาณชีพที่จู่ๆ ก็พุ่งกระชากขึ้นเป็นเส้นตรง พร้อมเสียงร้องเตือนดังสนั่นลั่นห้อง
รวิศหันขวับกลับไปมองหน้าจอ แต่วินาทีที่เขาหันกลับมา... ร่างของมนตราที่ควรจะยืนอยู่ตรงหน้า กลับหายลับไปกับความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและละอองไอเย็นที่ยังคงอวลอยู่ริมฝีปากของเขา
และบนโต๊ะทำงานสเตนเลสที่ว่างเปล่า... มีวัตถุชิ้นหนึ่งถูกวางทิ้งไว้โดยไม่มีใครรู้ว่ามันมาปรากฏที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่
มันคือ *กุญแจโบราณทำจากทองเหลืองขึ้นสนิม* ที่สลักลวดลายรูปงูพันกิ่งไม้... ลวดลายเดียวกับรอยแผลเป็นบนศพปริศนา และกุญแจดอกเดียวกันกับที่หายไปจากแฟ้มคดีลับของพ่อเขาเมื่อสิบปีก่อน!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
*เงาจันทราลี้ลับ*
นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา•ตอนที่ 2
แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้หยั่งรู้กับพยานในเงากาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!