กลิ่นดินปืนและคราบเขม่าสีเทาจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ คละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เริ่มระเหยหายไป
เงาร่างสูงโปร่งของ ‘คีย์’ ยืนสง่นิ่งอยู่ตรงกรอบประตู มือเรียวสวยยังคงถือปืนพกกระบอกเล็กที่ปลายกระบอกยังมีควันจางๆ ลอยขึ้นมา ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพความโกลาหลภายในห้องด้วยแววตาเรียเฉย ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างของนภัสซึ่งกำลังทรุดฮวบลงกับพื้น พร้อมกับรอยเลือดสีแดงฉานที่เริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีเข้มบริเวณหัวไหล่
“นภัส!”
เสียงหวานของลินินหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น คุณหนูเอาแต่ใจที่เคยเชิดหน้าชูตาใส่คนอื่นเสมอ บัดนี้กลับวิ่งปรี่เข้าไปหาร่างของบอดี้การ์ดสาวด้วยความรวดเร็ว สัญชาตญาณดิบภายในใจสั่งให้เธอละทิ้งทุกความเย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นว่าคนที่เอาตัวเข้ามารับกระสุนแทนเธอกำลังกัดฟันแน่น ใบหน้าสวยคมเริ่มซีดเซียวลงทีละน้อย
คีย์สาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของเพื่อนสนิทในวัยเด็กฉายแววหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายของคุณหนูตระกูลใหญ่
“ลินิน ถอยออกมาค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเถอะ คุณปลอดภัยแล้ว” คีย์เอ่ยเสียงเรียบ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดของตัวเองเข้ามาจัดการเคลียร์พื้นที่
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!” ลินินหันไปตวาดกร้าวใส่เพื่อนสนิท ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธและตกใจระคนกัน “ถ้านภัสเป็นอะไรไป ฉันนี่แหละที่จะไม่เอาเธอไว้เหมือนกัน คีย์!”
“คุณหนู…”
เสียงแหบพร่ากระซิบลอดริมฝีปากที่ซีดเผือดของนภัส บอดี้การ์ดสาวปรือตาขึ้นช้าๆ ฝืนส่งยิ้มบางเบาที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าฝืนเต็มกลืน เพื่อพยายามคลายความกังวลให้คนที่กำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าอยู่ตรงหน้า “ฉัน… ยังไม่ตายง่ายๆ หรอกค่ะ อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นสิคะ มันไม่สมกับเป็นคุณหนูจอมเหวี่ยงเลยสักนิด”
“หุบปากไปเลยนะ นภัส! ใครร้องไห้กัน ฮึm… บ้าที่สุด!” ลินินแหวใส่ทั้งที่เสียงสั่นเครือ มือเรียวพยายามกดลงบนแผลที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายเพื่อห้ามเลือดอย่างเก้ๆ กังๆ ความหวาดกลัวที่แล่นริ้วเข้ามาในอกทำให้ปลายนิ้วของเธอลั่นระรัวจนแทบควบคุมไม่ได้
คีย์ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ดวงตาคมกวาดมองความใส่ใจที่ลินินมอบให้บอดี้การ์ดสาว ก่อนจะแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ตามใจคุณก็แล้วกันค่ะ ลินิน งั้นฉันขอตัวไปเคลียร์ข้างล่างก่อนก็แล้วกัน หวังว่าคุณจะจัดการ ‘คนเจ็บ’ ของคุณไหว” พูดจบ คีย์ก็หมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องอย่างไม่แยแส ปล่อยให้ความเงียบและกลิ่นอายความตึงเครียดโรยตัวลงมาปกคลุมคนทั้งคู่
ภายในห้องนอนกว้างที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่สองชีวิต ลินินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา เธอประคองร่างหนาของบอดี้การ์ดสาวให้ลุกขึ้นพิงกับหัวเตียงอย่างระมัดระวัง แม้ว่านภัสจะมีรูปร่างสูงใหญ่และกล้ามเนื้อแน่นกระชับตามแบบฉบับคนฝึกฝนร่างกายมาอย่างดี แต่วินาทีนี้ แรงเฮือกสุดท้ายของผู้หญิงคนนี้กลับดูเปราะบางเสียจนลินินไม่กล้าแม้แต่จะออกแรงกระแทกกระทั้น
“ถอดเสื้อสูทออกก่อนสิคะ มัวแต่นั่งทำหน้าดื้ออยู่ได้ จะให้ฉันปล่อยให้คุณเลือดหมดตัวตายตรงนี้รึไง” ลินินเอ่ยเสียงดุ กลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง
นภัสกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่หัวไหล่ขวา ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อถอดสูทสีเข้มออก เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตอนนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีเข้มตัดกับเนื้อผ้า ลมหายใจของบอดี้การ์ดสาวหอบกระชั้นขึ้นเล็กน้อยยามที่ขยับเขยื้อนร่าง
“เจ็บมากเหรอคะ…” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนลงอย่างน่าประหลาด ลินินเอื้อมมือไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลที่รื้อค้นมาจากตู้ลิ้นชักใกล้มืออย่างรวดเร็ว
“ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ… งานแค่นี้สบายมาก” นภัสยังคงปากแข็ง ดวงตาสีเข้มเงยขึ้นมองหน้าคุณหนูตัวร้ายที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล ลินินนั่งลงบนพรมหนานุ่มตรงหน้าตักของเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้ชิดเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของกันและกัน
ลินินใช้กรรไกรตัดปลายเสื้อเชิ้ตบริเวณบาดแผลออกอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผยให้เห็นรอยกระสุนที่ถากเนื้อหัวไหล่ลึกจนน่ากลัว เลือดสดยังคงไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย ภาพนั้นทำให้ลินินนิหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บแทน ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยดน้ำใสๆ ที่พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้ไหลลงมาประจานความอ่อนแอ
“ปากเก่งนักนะ… ถ้าหลบไม่พ้นเมื่อกี้ ฉันคงต้องเป็นคนจัดงานศพให้คุณแทนที่จะได้จ้างต่อแล้วล่ะค่ะ” ลินินพึมพำเสียงเบา มือเรียวหยิบสำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“เป็นห่วงฉันเหรอคะ คุณหนู” นภัสสวนกลับด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้มจางๆ แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดพรายตามขมับ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของคนตรงหน้าอย่างมีความหมาย
“ใครเขาห่วงคุณกัน อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักนะนภัส ฉันแค่กลัวว่าถ้าคุณตายคาห้องฉัน ฉันจะซวยไปด้วยต่างหากเล่า!” ลินินรีบเถียงคอเป็นเอ็น พวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างไม่รู้ตัว อาจจะเป็นเพราะความร้อนจากไอร้อนรอบกาย หรืออาจจะเป็นเพราะสายตาของบอดี้การ์ดสาวที่กำลังมองมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อาจหลบเลี่ยง
“อื้อ… เจ็บนะ!”
ลินินเผลอกดสำลีลงบนแผลแรงเกินไปนิด ทำให้นภัสสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับสูดปากเข้าหาไรฟัน บอดี้การ์ดสาวยอมจำนนด้วยการหลับตาลงพิงหัวเตียง ปล่อยให้คุณหนูตัวร้ายบรรจงทำแผลให้อย่างเงียบๆ
ในความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงเครื่องปรับอากาศ ลินินค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ร่างของอีกฝ่ายมากขึ้นเพื่อมองหาเศษกระสุนที่อาจฝังอยู่ ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามที่สัมผัสโดนผิวเนื้ออุ่นร้อนบริเวณหัวไหล่
ความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งกำแพงความเย่อหยิ่งขวางกั้น ทำให้หัวใจของคุณหนูลินินเต้นรัวผิดจังหวะ เธอบังเอิญสังเกตเห็นรอยแผลเป็นเก่าแก่หลายแห่งบนแผลแผ่นอกและหัวไหล่ของนภัส ร่องรอยผ่านศึกที่สั่งสมมาตลอดชีวิตการเป็นบอดี้การ์ดมืออาชีพ รอยแผลเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดและการเอาชีวิตรอดที่ผ่านมาได้ยากเย็นเพียงใด
ลินินหยุดมือลงชั่วขณะ สายตาคู่สวยทอดมองรอยแผลเป็นเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกหมั่นไส้หรือรำคาญใจในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก มันทั้งบีบเค้นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้… ผ่านอะไรมาบ้างนะ ถึงได้กล้าหาญและเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อปกป้องคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นภัสลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อรับรู้ได้ถึงความเงียบผิดปกติ สบเข้ากับดวงตากลมโตที่กำลังมองรอยแผลเป็นของเธอด้วยแววตาที่สั่นไหวและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
“มองอะไรอยู่คะ… กลัวรอยแผลเป็นพวกนี้เหรอ” นภัสเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มที่มุมปากดูเจื่อนลงเล็กน้อย แววตาไหววูบไปชั่วขณะเหมือนคนที่มีปมในใจ
“เปล่า…” ลินินส่ายหัวช้าๆ ปลายเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ มือเรียวเอื้อมออกไปอย่างลืมตัว ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบาลงบนรอยแผลเป็นบริเวณใกล้ไหปลาร้าของอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม “แค่คิดว่า… คุณคงเจ็บมากสินะคะตอนที่ได้แผลพวกนี้มา”
สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยของคุณหนูจอมเหวี่ยงทำให้นภัสชะงักง้าง ลมหายใจของบอดี้การ์ดสาวสะดุดไปจังหวะหนึ่ง ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ หัวใจที่เคยด้านชาจากการผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน กลับกระหน่ำเต้นรัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งภายใต้ร่มผ้า
ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้กลิ่นกายหอมละมุนจากตัวของลินิน และสัมผัสอุ่นซ่านที่ปลายนิ้ว ทำให้นภัสเผลอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่งงัน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
นภัสอ้าปากคล้ายจะเอื้อนเอยคำพูดบางอย่างออกมาจากความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก ริมฝีปากหยักสวยขยับเข้าใกล้เรียวปากอิ่มสีระเรื่อของคุณหนูที่กำลังเผยอค้างด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง
“ลินิน… ฉัน…”
เสียงทุ้มต่ำเอמה่ยชื่อของเธอแผ่วหวิว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนจนลินินรู้สึกวูบวาบไปทั้งร่าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เธอกำลังจะหลับตาลงรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าอยู่รอมร่อ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดและหวานล้ำราวกับมีใครสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้า
ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของแม่บ้านที่ตะโกนแทรกเข้ามาทันทีว่า “คุณลินินคะ! คุณท่านโทรศัพท์ทางไกลมาจากต่างประเทศ แจ้งด่วนที่สุดว่าให้ลงมาคุยสายข้างล่างเดี๋ยวนี้ค่ะเรื่อง… เรื่องพินัยกรรมตระกูล!”
นภัสชะงักกึกทันที ดวงตาคมกลับมาตั้งสติได้ในเสี้ยววินาที รีบผละตัวถอยห่างจากลินินด้วยความเสียดาย ลินินสะดุ้งเฮือก หน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายปนหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ
แต่ทว่า… เมื่อประโยคสุดท้ายของแม่บ้านลอยเข้ามาเข้าหู ลินินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนลืมความเขินอายไปจนหมดสิ้น
*พินัยกรรมตระกูลอย่างนั้นเหรอ?*
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาใจฟูและร่วมเดินทางไปกับความซึนของยัยบอดี้การ์ดกับคุณหนูตัวร้ายนะคะ!)
คุณหนูตัวร้ายกับยัยบอดี้การ์ดตกอับ•ตอนที่ 6
แผลเป็นและสายตาอ่อนโยน
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตัวร้ายกับยัยบอดี้การ์ดตกอับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!