คราบหมึกสีชาดบนฎีกาด่วนยังไม่ทันแห้งสนิทดี เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าไร้ซุ่มเสียงของรองแม่ทัพหลิวก็ดังขึ้นที่หน้าประตูค่ายพักแรมชั้นใน ประตูกระดาษสาถูกเปิดออกแผ่วเบา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหลง ชินอ๋องผู้ได้ชื่อว่าเป็นอ๋องปีศาจแห่งแดจประจิม ที่ก้าวเข้ามาพร้อมไอความเย็นยะเยือกจากสนามรบยามวิกาล อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมฆาสีเงินยวงยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการควบม้าฝ่าสายหมอก ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีกลับมิได้มองที่กองเอกสารบนโต๊ะ หากแต่หยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางในชุดบัณฑิตหญิงสีขาวสะอาดตา ซึ่งกำลังงละเลงพู่กันลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ด้วยสมาธิอันแน่วแน่
เสิ่นอวี้จือมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางเพียงแต่จวัดแกว่งปลายพู่กันวาดเส้นสีดำลงบนหุบเขาอวี้เหมินอย่างแม่นยำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายน้ำในฤดูหนาว
"หากท่านอ๋องยังคงยืนจ้องข้าด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเช่นนั้น แผนป้องกันค่ายอวี้เหมินคืนนี้ เกรงว่าคงจะต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการเผาเสบียงทิ้งเสียครึ่งหนึ่งตามอารมณ์ของท่านกระมังคะ"
จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันภายในห้องอักษรจนแตกกระเซ็น เขาเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิกของนาง "กุนซือเสิ่นช่างปากคอเราะร้ายยิ่งนัก แผนการป้องกันที่เจ้าเพิ่งร่างขึ้นเมื่อยามโฉ่ว (01.00-02.50 น.) กลับมีช่องโหว่ให้กองทัพแคว้นเป่ยฉีตีทะลวงได้ถึงสามจุด เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงบอกว่าเป็นกลยุทธ์ไร้พ่าย"
อวี้จืองางพู่กันลงในแท่นหยกอย่างนุ่มนวล นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นนายเหนือหัว ใบหน้างดงามล่มเมืองเรียบนิ่งไร้ความหวาดหวั่น แม้ว่าบุรุษตรงหน้าจะแผ่รังสีสังหารที่ทำเอาองครักษ์เงายังต้องเข่าอ่อน แต่นางกลับระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางพายุหิมะ
"ช่องโหว่สามจุดที่ท่านอ๋องตรัส... แท้จริงแล้วคือ 'ค่ายกลล่อเสือออกจากถ้ำ' ต่างหากเล่าเพคะ" นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายเสื้อคลุมผ้าแพรตวัดพลิ้วไหว "หากข้าไม่เปิดช่องให้เป่ยฉีเห็นว่าทางทิศเหนืออ่อนยวบยาบ แม่ทัพถูหลานผู้โหยหาความดีความชอบจะมีเหตุผลอันใดในการเคลื่อนกองกำลังหลักร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าสู่หุบเขาแคบเล่าเพคะ? ท่านอ๋องทรงรอบรู้ยุทธวิธีรุกฆาต แต่บางครั้ง... สุนัขที่หิวกระหายย่อมต้องกลิ่นเนื้อที่ล่อตาล่อใจเสียก่อน จึงจะเดินเข้าสู่กรงเหล็กที่เตรียมไว้ได้อย่างเต็มใจ"
ดวงเนตรของจ้าวเฟยหลงหรี่แคบลง ความระแวงแคลงใจที่เคยมีต่อสตรีผู้นี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่นางเดินทางมาถึงชายแดน ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจแกแกมทึ่ง สตรีในห้องหอส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวอำนาจของเขา แต่นาง... กลับมองทะลุปรุโปร่งถึงกลยุทธ์อันลึกล้ำ และกล้าใช้ชีวิตของกองทัพนับหมื่นเป็นเหยื่อล่อเพื่อชัยชนะในคราเดียว
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครานี้มิใช่ความเงียบที่อึดอัด หากแต่เป็นแรงดึงดูดประหลาดระหว่างคนทั้งสอง แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษสา อาบไล้ลงบนกรอบหน้าอันคมคายของท่านอ๋อง และความนุ่มนวลเยือกเย็นของกุนซือสาว ทั้งสองยืนประจันหน้ากันในระยะกระชั้นชิด จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
จ้าวเฟยหลงโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคู่นั้นกวาดมองแพขนตางอนงามที่ทอดเงาลงบนพวงแก้มเนียน "เจ้าไม่กลัวหรือ... ว่าหากข้าไม่เล่นตามเกมของเจ้า กองทัพหน้าจะต้องพินาศเพราะความอวดดีของกุนซือหน้าใหม่คนนี้"
อวี้จือไม่ถอยหลังหนี นางเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ ความกล้าหาญนี้ทำให้แววตาของชินอ๋องไหววูบไปชั่วขณะ "ถ้าท่านอ๋องเป็นเพียงแม่ทัพที่ใช้แต่กำลังและหวาดระแวงแม้กระทั่งเงาของตัวเอง ข้าคงไม่ยอมเอาชื่อเสียงและชีวิตของสกุลเสิ่นมาเดิมพัน ณ ดินแดนกันดารนี่หรอกเพคะ... แต่เพราะท่านคือ 'จ้าวเฟยหลง' ผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามจิตวิทยา ข้าจึงมั่นใจว่าท่านอ่านหมากตานี้ออกตั้งแต่ข้ายังไม่ทันวางหมากตัวแรกเสียอีก"
มุมปากหนาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือนที่เหล่าองครักษ์ภายนอกค่ายไม่มีวันได้เห็น มันไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันเช่นเคย หากแต่มีความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและยอมรับนับถือซ่อนอยู่ มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปัดเศษผงถ่านที่ติดอยู่บริเวณพวงแก้มเนียนของนางออกอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ผ่านการจับดาบมาโชกโชนทำให้อวี้จือชะงักงัน หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"เจ้าช่าง... รู้ใจข้ายิ่งกว่าเงาของตัวเองเสียอีกนะ เสิ่นอวี้จือ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอמהออกมานั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นท่ามกลางลมหนาวนอกหน้าต่าง ทว่าในขณะที่เสิ่นอวี้จือเตรียมจะเอ่ยคำพูดโต้ตอบเพื่อรักษาท่าที เสียงฝีเท้าร้อนรนดั่งห่าฝนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันน่าหลงใหลเสียก่อน
"ทูลท่านอ๋อง! ด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงตะโกนของรองแม่ทัพหลิวขาดห้วงด้วยความเหนื่อยหอบ ประตูห้องอักษรถูกผลักเปิดผางอย่างไม่เกรงใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น
จ้าวเฟยหลงผละออกจากตัวกุนซือสาวอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในทันที เขากวาดสายตาคมกริบมองผู้มาเยือน "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงลนลานเช่นนี้"
รองแม่ทัพหลิวคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด แผ่นกระดาษในมือสั่นเทาน้อยๆ ขณะชูขึ้นเหนือหัว "ม้าเร็วจากเมืองหลวงส่งสาส์นด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ... ฮองเฮาหลินทรงออก 'พระราชโองการลับ' สั่งปลดท่านอ๋องจากการเป็นแม่ทัพใหญ่บูรพา และแต่งตั้งองค์ชายสามให้มาคุมกองกำลังแทน พร้อมกับ..."
รองแม่ทัพกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นอวี้จือด้วยสายตาหวาดหวั่นระคนเวทนา "...มีราชโองการสมรสพระราชทาน... สั่งให้กุนซือเสิ่นอวี้จือ เดินทางกลับเมืองหลวงทันทีเพื่อเข้าพิธีสมรสกับ... เสนาบดีหลี่ ผู้เป็นอนุชาของฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับเราในตอนนี้นะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 4
สนทนาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!