กลิ่นหอมบางเบาของกำยานจันทร์สยบมารลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่าความระอุในตำหนักอุดรกลับหนาแน่นเสียยิ่งกว่าค่ายกลแปดทิศ เสิ่นอวี้จือชะชะงักปลายพู่กันขนกระต่ายป่าที่กำลังจรดลงบนแผ่นกระดาษซวนจื่อ น้ำหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งซึมลามเป็นวงกว้างบนแผนที่ยุทธศาสตร์ ทำลายเส้นแบ่งเขตแดนแคว้นต้าฉีที่นางเพิ่งวาดขึ้นอย่างประณีตจนยับเยิน
"เจ้าสงสัยสิ่งใดอีก อวี้จือ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินบดเสียดกันในหุบเขาดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทรงพระอักษร จ้าวเฟยหลง ชินอ๋องผู้ได้ฉายาว่าปีศาจแห่งสนามรบประทับอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้พะยุงแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ ในพระหัตถ์ถือถ้วยชาอุ่นที่ไอน้ำจางหายไปนานจนเย็นเฉียบ ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ากลับจดจ้องร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีนวลไม่วางตา
นางมิได้ตอบทันที ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมปลอกเล็บทองคำขาวสลักลายดอกบัวสวรรค์ค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหยกขาว แววตาคู่คมกรามขบเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว "หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... รอยต่อของค่ายกลอัคคีที่ชายแดนบูรพา เหตุใดจึงมีค่ายกลสำรองที่ใช้ตำราพิชัยสงครามตระกูลหลินซ่อนอยู่เล่าเพคะ"
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ความกดดันแผ่ซ่านจนแม้แต่เสียงสะท้อนของหยดน้ำฝนกระทบชายคาด้านนอกยังฟังดูคล้ายเสียงฝีเท้าของมัจจุราช
ตระกูลหลิน—สกุลเดิมของฮองเฮาผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือวังหลัง และเป็นหนามยอกอกที่จ้าวเฟยหลงต้องคอยถอนรากถอนโคนมาตลอดหลายปี
"ตระกูลหลินกุมคลังอาวุธและกองเสบียงหลวง มีสิทธิ์อันAใดที่จะล่วงล้ำเข้ามาถึงค่ายทหารแดนเหนือ?" น้ำเสียงของชินอ๋องเยียบเย็นลงจนเกือบกลายเป็นน้ำแข็ง พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ฉลองพระองค์สีดำปักดิ้นทองก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายสงครามและกลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจกดทับจนอวี้จือต้องเงยหน้าขึ้นสบตา
"พวกเขามิได้ล่วงล้ำเพคะ... แต่พวกเขาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่แรก" อวี้จือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม "สิ่งที่หม่อมฉันกังวลมิใช่เรื่องการศึกษายุทธวิธีของศัตรู แต่เป็นตราประทับหยกสลักลายหงส์คู่ที่พบในรอยแยกของค่ายกล... ตราประทับนั้นเป็นของผู้ใด พระองค์ย่อมทรงทราบดีกว่าผู้ใดทั้งหมด"
จ้าวเฟยหลงหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้านาง ระยะห่างเพียงคืบทำให้กลิ่นจันทร์หอมจากตัวนางปะปนกับกลิ่นสนเข็มและกลิ่นโลหะจางๆ จากวรกายของเขา พระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาทอดพระเนตรดวงหน้าหวานล้ำที่ไร้ความหวาดกลัวใดๆ มีเพียงประกายแห่งความเฉลียวฉลาดที่เจิดจ้าเสียจนน่าจับมาซ่อนไว้เบื้องหลังวรกายของพระองค์ผู้เดียว
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว เสิ่นอวี้จือ" สุ้มเสียงนั้นพร่าต่ำและเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมไปแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนางแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนตัดกับความเยือกเย็นของสถานการณ์ "คนที่รู้มากเกินไป มักมีอายุไม่ยืนยาว"
"หากอายุของหม่อมฉันต้องสั้นลงแลกกับการได้ถอนรากถอนโคนงูพิษที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านมุ้ง... หม่อมฉันคิดว่าคุ้มค่าพเพคะ" นางตอบโต้ทันควัน ดวงตากลมโตสบประสานนัยน์ตาคู่คมอย่างไม่หลบเลี่ยง ความกล้าหาญนี้มิใช่ความอวดดี ทว่ามันคือความศรัทธาอันมั่นคงที่นางมีต่อบุรุษตรงหน้า
ในค่ำคืนที่แผ่นดินสั่นคลอน มีเพียงเขากับนางที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งก็ดังขึ้น ทำลายสมาธิของทั้งสองคนลงอย่างกะทันหัน
"ทูลท่านอ๋อง! มีม้าเร็วจากหน่วยข่าวกรองลับส่งสาส์นด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานร้อนรนขององครักษ์เงาดังลอดเข้ามา ท่าทางตื่นตระหนกนั้นผิดวิสัยมือสังหารผู้ฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
จ้าวเฟยหลงขมวดพระขนม์แน่น ทรงผละจากเสิ่นอวี้จือแล้วตวัดพระหัตถ์เปิดประตูตำหนักด้วยกำลังภายใน ทันทีที่ประตูเปิดออก องครักษ์เงาในชุดชุ่มโชกด้วยหยาดฝนก็คุกเข่าลงแทบเบื้องพระบาท พร้อมกับยื่นม้วนสาส์นที่ประทับตราครั่งสีแดงฉานด้วยความเร่งรีบ
"เกิดอะไรขึ้น" อ๋องปีศาจตรัสถาม เสียงทรงอำนาจกดต่ำ
"ทูลท่านอ๋อง... สาส์นจากสายลับในตำหนักฉางleของฮองเฮา... รายงานว่า..." องครักษ์เงากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "คืนนี้... ฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้ขันทีคนสนิทนำ 'ถ้วยชาอภิมหาอมตะ' ไปพระราชทานแก่... ใต้เท้าเสิ่น... บิดาของกุนซือเสิ่นพ่ะย่ะค่ะ!"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางตำหนักอุดรในคืนฤดูฝน เสิ่นอวี้จือรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ร่างเพรียวเซถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว
บิดาของนาง... ขุนนางชราผู้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ลาออกจากราชการเพื่อไปใช้ชีวิตสงบสุขที่ชานเมือง เหตุใดจึงกลายเป็นเป้าหมายของการสังหารล้างบางในคืนนี้!
จ้าวเฟยหลงหันขวับกลับมาทอดพระเนตรสตรีในดวงใจ ทรงเห็นประกายความเจ็บปวดและเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นในดวงตาคู่นั้น ร่างของพระองค์แผ่รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับพญายมที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว ขันทีเฒ่าหน้าห้องทรงพระอักษรก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมกับประคองถาดไม้ลงรักปิดทอง บนนั้นมีสาส์นลับอีกฉบับที่เพิ่งมาถึง พร้อมกับกลิ่นหอมหวานของดอกกุ้ยฮวาที่ลอยมาจากกระดาษแผ่นนั้น—กลิ่นหอมเดียวกับที่มักจะลอยวนเวียนอยู่รอบพระวรกายของฮองเฮาหลิน
ขันทีเฒ่าทรุดตัวลงหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา ก่อนจะทูลด้วยเสียงแหลมสูงที่ขาดห้วง
"ทะ... ท่านอ๋อง... กุนซือเสิ่น... มีพระราชโองการลับจากในวังหลวง... ส่งตรงถึงมือท่านอ๋อง... พ่ะย่ะค่ะ..."
จ้าวเฟยหลงรับม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามที่เปื้อนคราบหยดน้ำฝนมาคลี่ออก ทรงกวาดพระเนตรอ่านเพียงปราดเดียว พระพักตร์ที่หล่อเหลาดั่งหยกสลักก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนดั่งห้วงอเวจี กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น
อวี้จือมองท่าทีของเขาหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ท่านอ๋อง... ในนั้น... เขียนว่ากระไรเพคะ"
จ้าวเฟยหลงทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ช้าๆ ดวงเนตรคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าซีดเผือดของนาง ทรงเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ความเงียบงันทั้งหมดแหลกสลายเป็นผุยผง
"ฮองเฮา... เสด็จมาถึงหน้าค่ายทหารแดนเหนือด้วยพระองค์เองแล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับกุนซือหญิงของเราในค่ำคืนนี้นะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 8
ศัตรูในเงามืด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!