“ผู้ใดที่กล้าแตะต้องตัวแม่ทัพเว่ยหลาง… จงเตรียมตัวรับโทษฐานขัดพระราชโองการขององค์ไทเฮาผู้วายชนม์!”
เสียงประกาศก้องกังวานของหลินจื้อเหยา ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเหล่าทหารองครักษ์หลวงแห่งเมืองหลวงที่ยืนล้อมกรอบอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศยามสนธยา ณ ประตูทิศประจิมของนครหลวง ยามนี้ถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายของดินปืนและควันไฟจากการเดินทัพทางไกลยังไม่ทันจางหาย ความกดดันระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอเวลาซัดเข้าฝั่ง
เมฆฝนสีนิลกาลก้อนมหึมาเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวัน ราวกับผืนฟ้ากำลังถักทอผ้าอาภรณ์ไว้สำหรับไว้ทุกข์ ท้องนภามืดครึ้มจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงดาว นครหลวงที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีต บัดนี้กลับดูคล้ายกรงขังขนาดใหญ่ที่อ้าปากรอรับเหยื่อผู้หลงกลเดินเข้ามาติดกับ
เว่ยหลางยืนนิ่งสงอยู่บนหลังอาชาเหล็กคู่ใจ ร่างกายของเขาสวมชุดเกราะสีนิลประดับลวดลายหมาป่ากลืนเงา รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายเด่นชัดขึ้นภายใต้แสงคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นสว่างไสว แววตาของแม่ทัพผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งกวาดมองขบวนทหารหลวงที่ตั้งแถวขวางทางเข้าเมืองอย่างพินิจพิเคราะห์ เขามิได้แสดงความหวาดกลัวหรือเกรงกรานแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความนิ่งงันของเขากลับทำให้เหล่าแม่ทัพนายกองฝั่งเมืองหลวงถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ท่านแม่ทัพเว่ย…” นายกองใหญ่แห่งวังหลวงนามว่า ‘จ้าวเฟิง’ ก้าวออกมาจากแถว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอึดอัดและลังเล มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเทพแห่งสงคราม “ราชโองการขององค์ไทเฮาที่ล่วงลับไปแล้ว… ย่อมเป็นสิทธิ์ขาด แต่ทว่า ในยามนี้ องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งด่วนให้ปิดประตูเมือง ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่านเองก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ย่อมรู้กฎมณเฑียรบาลดี เหตุใดจึงต้องพากองกำลังประชิดกำแพงเมืองเช่นนี้เล่าครับ”
คำพูดของจ้าวเฟิงเปรียบเสมือนการโยนหินถามทาง เขาพยายามหาทางลงให้กับสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ โดยหวังว่าเว่ยหลางจะยอมถอยทัพกลับไปตั้งหลักโดยละมุนละม่อม แต่ทว่า เขากำลังประเมินบุรุษผู้นี้ต่ำเกินไป
เว่ยหลางไม่ตอบคำทันที เขายกมือขึ้นลูบสันดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างกายอย่างเชื่องช้า เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัดสร้างความอึดอัดให้กับทุกคนในบริเวณนั้น ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับเปล่งเสียงที่ราบเรียบราวน้ำแข็งขั้วโลกออกมา
“กฎมณเฑียรบาล หรือกฎแห่งความโลภของพวกเสนาบดีในท้องพระโรงกันแน่ที่สั่งให้พวกเจ้าปิดประตูต้อนรับข้า” เว่ยหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง “ข้าได้รับพระราชโองการเลือดจากพระหัตถ์ขององค์ไทเฮาก่อนที่พระนางจะสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำ เพื่อกลับมาสะสางความอยุติธรรมในราชสำนัก หากพวกเจ้ากล้าขวางทางข้าในวันนี้ ก็เท่ากับว่าพวกเจ้าเลือกที่จะเป็นกบฏต่อราชบัลลังก์โดยแท้จริง… จงคิดให้ดีว่าศีรษะบนบ่าของพวกเจ้า ยังมีค่าพอที่จะอยู่บนนั้นต่ออีกสักกี่ชั่วยาม”
สิ้นคำกล่าวของแม่ทัพหนุ่ม แรงกดดันอันมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาจากกองทัพอาชาเหล็ก ทหารนับหมื่นนายด้านหลังพร้อมใจกันกระชับอาวุธในมือ เสียงเกือกม้าขูดพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว บ่งบอกถึงความพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นได้ทุกเมื่อหากมีคำสั่งเพียงคำเดียว
หลินจื้อเหยา ซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าคันเรียบง่ายที่ตามหลังขบวนมาตลอดทาง แอบเปิดม่านไหมสีเขียวเข้มขึ้นเล็กน้อย สายตาคู่คมกวาดมองสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างรวดเร็ว สมองของนางทำงานอย่างหนักราวกับเฟืองจักรกลที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์อันล้ำลึก
*“แปลกเกินไป…”* นางคิดในใจอย่างระแวดระวัง *“ทหารรักษาการณ์หน้าประตูเมืองดูบางตากว่าที่ควรจะเป็น สำหรับสถานการณ์ที่ตื่นตัวระดับนี้ ราวกับว่า… พวกเขาไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อสกัดกั้นพวกเราอย่างจริงจัง แต่ถูกส่งมาเพื่อ… ‘ต้อนรับ’ ให้เราเดินเข้าสู่หลุมพรางที่ขุดรอไว้ต่างหาก”*
นางส่งสัญญาณมือลับๆ ให้กับองครักษ์เงาที่ติดตามมาใกล้ๆ เพื่อให้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจนี้
เบื้องหน้า จ้าวเฟิงมีเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก แม้เขาจะได้รับคำสั่งลับจากเสนาบดีใหญ่ให้ขัดขวางเว่ยหลางทุกวิถีทาง แต่การเผชิญหน้ากับบารมีอันล้นพ้นและหลักฐานชิ้นสำคัญในมือของอีกฝ่าย ทำให้เขาไม่กล้าพอที่จะเปิดฉากโจมตีก่อน
“ทะ… ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิบังaอาจ…” จ้าวเฟิงพยายามหาคำแก้ตัว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าวจบประโยค เสียงปรบมือเบาๆ ก็ดังขึ้นจากบนหอคอยสูงเหนือประตูเมือง
*แปะ… แปะ… แปะ…*
เสียงนั้นช่างวังเวงและบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทุกคน ท่ามกลางหมู่เมฆหนาทึบที่ปิดบังดวงดาวจนมืดมิด ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์ปักลายมฆาเงินก้าวออกมาจากเงาดำของระเบียงหอคอย ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอันเยือกเย็นและเจ้าเล่ห์ ดวงตาเรียวรีทอประกายคมกริบดั่งสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ท่านแม่ทัพเว่ยหลาง และกุนซือหลิน… เดินทางมาเหนื่อยยากนับพันลี้ ไฉนเลยพวกท่านถึงไม่ยอมพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อนเล่า ถึงค่อยมาทวงความยุติธรรมในเมืองหลวงแห่งนี้”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เว่ยหลางหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองผู้มาใหม่ แม้แสงไฟจะสลัว แต่เขาก็จำใบหน้านั้นได้ทันที — ‘เซียวอี้’ อัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนักในยามนี้ และเป็นบุคคลผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีปลงพระชนม์องค์ไทเฮา
“เซียวอี้…” เว่ยหลางเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยไอสังหาร “ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาจนได้ ไม่ต้องหลบอยู่หลังเงาของฮ่องเต้หุ่นเชิดอีกต่อไปแล้วสินะ”
เซียวอี้หัวเราะในลำคอเบาๆ เขายังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้าอย่างแนบเนียน ก่อนจะโบกมือขึ้นช้าๆ
“ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ข้ามิได้หลบหนี ข้าเพียงแต่… รอคอยการมาเยือนของพวกท่านอยู่ต่างหากเล่า” เซียวอี้กวาดสายตามองเลยไปยังรถม้าของหลินจื้อเหยา “อีกอย่าง… ของขวัญต้อนรับที่ข้าเตรียมไว้ให้พวกท่านในคืนนี้ รับรองว่าต่อให้เป็นยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่องเช่นคุณเซียวหลิน ก็คงยากที่จะคาดเดาได้ทัน”
สิ้นคำพูดของเซียวอี้ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนแปรไปในชั่วพริบตา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับไม่ถ้วนดังขึ้นจากตรอกซอกซอยมืดๆ รอบด้าน เงาร่างนับร้อยในชุดดำสนิทปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงเมืองและหลังคาบ้านเรือน พวกมันทั้งหมดถือหน้าไม้กลติดพิษ เล็งตรงมายังขบวนของเว่ยหลางและหลินจื้อเหยาอย่างพร้อมเพรียง
ไม่เพียงเท่านั้น ประตูเมืองเหล็กกล้าที่เคยปิดสนิท กลับค่อยๆ ถูกแง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดที่ลอยออกมาจากภายในตัวเมือง กลิ่นนั้นหอมละมุนคล้ายดอกไม้ป่า แต่กลับทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกวิงเวียนศีรษะและเรี่ยวแรงถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
หลินจื้อเหยาภายในรถม้าเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกพร้อมกับหยิบเม็ดยาสลายพิษออกจากถุงผ้าข้างกายขึ้นมากลืนลงคอทันที นางตระหนักได้ในทันทีว่านี่คือกับดักอันแยบยลที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม
“เว่ยหลาง! ระวังตัวด้วย… กลิ่นนี้มีพิษสลายกำลัง!” เสียงหวานใสของหลินจื้อเหยาดังลอดออกมาจากม่านรถม้า เตือนสติชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก
เว่ยหลางไม่รอช้า เขาชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีเงินวาบขึ้นตัดกับความมืดมิดของรัตติกาล ร่างกายของเขาแผ่จิตสังหารอันรุนแรงออกมาเพื่อกดดันศัตรูรอบด้าน ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังเซียวอี้ที่ยืนอยู่บนหอคอยด้วยความเด็ดเดี่ยว
“คิดจะใช้พิษชั้นต่ำมาร่วมมือกับทหารซุ่มโจมตีอย่างนั้นหรือ เซียวอี้… เจ้าประเมินตระกูลเว่ยต่ำเกินไปแล้ว”
เซียวอี้แย้มยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและแผนการชั่วร้ายที่ยังไม่ได้เปิดเผย เขาชูมือขึ้นฟ้าแล้วกำแน่นเป็นหมัด พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุดกะทันหัน
“ท่านแม่ทัพ… ท่านคิดว่าพวกท่านเป็นฝ่ายถือครองพระราชโองการเลือดเพื่อมาทวงความยุติธรรม… แต่ความจริงแล้ว พวกท่านต่างหากเล่า ที่เดินเข้ามาสู่ ‘หลุมศพ’ ที่ข้าขุดรอไว้เพื่อฝังกลบราชวงศ์นี้ทั้งเป็น… ยินดีต้อนรับสู่เมืองหลวงครับ”
เซียวอี้สะบัดแขนเสื้อส่งสัญญาณครั้งสุดท้าย — ทันใดนั้น ลูกดอกอาบยาพิษนับพันดอกก็พุ่งแหวกอากาศลงมาดั่งห่าฝน มุ่งตรงไปยังจุดที่เว่ยหลางและหลินจื้อเหยายืนอยู่ ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงดาวและทางถอย
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคลื่นลมการเมืองอันเชี่ยวกรากมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 12
เมฆาบดบังดวงดาว
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!