คมศรโลหะนับพันดอกที่กรีดแหวกม่านราตรีลงมาดั่งห่าฝน มิได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้ใดในที่นั้น
ชั่วพริบตาที่ความตายมาเยือนถึงปลายขนตา เว่ยหลางมิได้ชักกระบี่ออกจากการฝัก หากแต่สะบัดชายเสื้อคลุมปักลายมังกรทะยานด้วยกำลังภายในอันล้ำลึก เกิดเป็นกระแสลมวนดุจกำแพงเหล็กกล้าปะทะเข้ากับห่าฝนโลหะ เสียงกระทบกันของคมศรและพลังปราณดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าคำรามในฤดูร้อน ประกายไฟนับร้อยดวงสาดกระเซ็นแข่งกับแสงจันทร์อันซีดเซียว ก่อนที่ศรอาบยาพิษเหล่านั้นจะร่วงหล่นกราวลงแทบเท้าของทั้งสองราวกับเศษใบไม้แห้ง
"หึ... เซียวอี้ช่างใจร้อนเสียจริง"
หลินจื้อเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นางขยับพัดหยกขาวในมือเบาๆ ปลายพัดแตะลงบนบ่าของเว่ยหลางอย่างแผ่วเบาเพื่อจัดระเบียบอาภรณ์ที่ยับย่นเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหว ดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับสระน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น "การลอบสังหารกลางดึกเช่นนี้ มิใช่ วิถีของบุรุษผู้มีความชอบธรรม หากแต่เป็นเสียงคำรามของสุนัขจนตรอกที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกเจ้าของปลดปลอกคอต่างหากเล่ะครับ"
เว่ยหลางมิได้เอ่ยคำใด ดวงพักตร์คมคายเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคมกริบกวาดมองซากลูกดอกที่ส่งกลิ่นคาวหวานของพิษราตรีสลายตัว ชายหนุ่มรู้ดีว่าการลอบสังหารในคืนนี้เป็นเพียงการหยั่งเชิงจากกลุ่มอำนาจเก่าในราชสำนักที่ต้องการขัดขวางไม่ให้พวกเขาเดินทางไปถึงท้องพระโรงในยุ่งเหยิงเบื้องหน้า
"ไปกันเถอะครับ" เว่ยหลางเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดั่งหินผาที่ไม่มีวันสั่นคลอนต่อกระแสลม "องค์จักรพรรดิรอเราอยู่แล้ว... และข้าเชื่อว่า พระองค์ย่อมทรงรอคอยคำตอบที่พวกเราแบกมาตลอดเจ็ดปีนี้เช่นกัน"
รถม้าหลวงประดับลายมังกรห้าเล็บเคลื่อนตัวฝ่าความเงียบสงัดของนครหลวง ท่ามกลางเสียงกุบกับของกีบม้าที่สะท้อนก้องไปตามกำแพงหินสีชาด ภายในห้องโดยสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานไม้กฤษณา เว่ยหลางและหลินจื้อเหยานั่งเคียงข้างกันอย่างเงียบเชียบ มือหนาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรเอื้อมไปกุมมือเรียอบางของกุนซือสาวไว้แน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือคือพันธสัญญาอันเงียบงันว่า ไม่ว่าคลื่นลมเบื้องหน้าจะโหมกระหน่ำเพียงใด พวกเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากกัน
เมื่อรถม้าหยุดลงเบื้องหน้าตำหนักไท่เหอ มหาดเล็กผู้ดูแลห้องพระเครื่องทรงก้มหน้าก้มตาค้อมกายต้อนรับ ประตูบานสลักลายวิจิตรเปิดออกเผยให้เห็นความมืดสลัวภายในท้องพระโรง กลิ่นอายความอับชื้นและกลิ่นยาสมุนไพรลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นผงแห่งกาลเวลา
บนบัลลังก์ทองคำอันสูงส่ง ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ใกล้จะมอดดับ ร่างขององค์จักรพรรดิผู้ทรงพระนามว่า 'เซียวจง' ประทับเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า พระพักตร์ซูบผอมจนเห็นโครงกระดูก ดวงเนตรหรี่ปรอยอย่างไร้ซึ่งประกายแห่งอำนาจ ทรงทอดพระเนตรมองเป้าว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับพระองค์มิได้ทรงรับรู้ถึงการมาถึงของแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินและกุนซือผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแม้แต่น้อย
"ฝ่าบาท..." เว่ยหลางคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ เสียงของเขาหนักแน่นก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงอันเวิ้งว้าง หลินจื้อเหยาทำความเคารพตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างงดงามไร้ที่ติ
ความเงียบงันปกคลุมอยู่เนิ่นนาน ราวกับเวลาหยุดเดิน มีเพียงเสียงไส้เทียนลั่นเปรี๊ยะเบาๆ และลมหายใจแผ่วเบาราวกับคนใกล้ตายขององค์จักรพรรดิ
ในที่สุด พระโอษฐ์แห้งผากก็ขยับช้าๆ น้ำเสียงแหบพร่าไร้เรี่ยวแรงดังลอดออกมา "เว่ยหลาง... เจ้ากลับมาแล้วหรือ... ข้าได้ยินเสียงกระบี่ของเจ้าแว่วมาไกลลิบ... เจ้ายังคงคมกริบและดุดันเช่นเดิมไม่เปลี่ยน..."
"กระ of ของกระหม่อมยังคงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและบัลลังก์เช่นเดิมพะยะค่ะ" เว่ยหลางตอบรับด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น "การมาในวันนี้ เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับแสนที่ต้องสังเวยให้แก่สงครามแห่งความโลภ... และเพื่อถวายหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงถึงการทุจริตในท้องพระโรง"
หลินจื้อเหยาหยิบหีบไม้จันทน์หอมที่สลักลวดลายลับเฉพาะตระกูลออกมาจากแขนเสื้อ นางวางมันลงบนพื้นหินอ่อนอย่างนุ่มนวล "ทูลฝ่าบาท นี่คือบัญชีลับที่รวบรวมเส้นทางการเงินและการค้าอาวุธเถื่อนของอัครเสนาบดีเซียวอี้ กับชนเผ่าทางเหนือ ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เอกสารเหล่านี้มีลายเซ็นและตราประทับส่วนตัวของเขาครบถ้วน พระองค์โปรดทอดพระเนตรด้วยเถิดครับ"
ทว่า ปฏิกิริยาขององค์จักรพรรดิกลับผิดคาด พระองค์มิได้ทรงก้มลงมองหีบไม้จันทน์นั้นแม้แต่น้อย ทรงแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขื่นขมและเย้ยหยันต่อโชคชะตา พระเนตรที่เคยหรี่ปรอยกลับทอประกายวับวับขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างน่าประหลาด
"บัญชีลับงั้นหรือ... เอกสารที่มีตราประทับงั้นหรือ..." องค์จักรพรรดิเซียวจงทรงหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ "เว่ยหลางเอ๋ย เว่ยหลาง... เจ้ารบชนะมานับร้อยสนามรบ สังหารศัตรูมานับหมื่น... แต่เจ้ากลับไม่เคยเรียนรู้เลยว่า สงครามในราชสำนักนั้น... ไม่มีผู้ใดสนใจความจริงหรอก"
เว่ยหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในอก "ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไรพะยะค่ะ?"
องค์จักรพรรดิค่อยๆ ชันพระวรกายขึ้นจากพนักพิง ทรงยื่นพระหัตถ์ที่สั่นเทาหยิบจอกสุราชั้นดีที่ตั้งอยู่ข้างพระองค์ขึ้นมาจิบช้าๆ ก่อนจะทรงปรายพระเนตรมองทั้งสองด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง "เซียวอี้ไม่ได้เป็นเพียงเสนาบดีที่กุมอำนาจในมือ... แต่เขาคือผู้ที่กุม 'ลมหายใจ' ของบัลลังก์นี้ไว้... หากข้าลงโทษเขาในวันนี้ ราชสำนักจะล่มสลายในวันพรุ่งนี้... เจ้าคิดว่าข้า... จักรพรรดิผู้ไร้ซึ่งกองทัพในมือเช่นข้า... จะกล้าทำลายหลังคาที่คุ้มหัวตัวเองหรือ?"
บรรยากาศในท้องพระโรงเย็นเยียบลงทันตาเห็น หลินจื้อเหยาแววตาไหววูบ นางตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายนี้ทันที เซียวอี้ไม่ได้ซ่อนตัวเพราะหวาดกลัว แต่เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้มีหลักฐานคาตา องค์จักรพรรดิก็ไม่มีวันกล้าลงดาบเขา!
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ประตูบานใหญ่ด้านหลังท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่น
เงาร่างของทหารองครักษ์หลวงนับร้อยนายในชุดเกราะสีดำสนิทกรูเข้ามาปิดล้อมท้องพระโรงไว้ทุกด้าน ธนูถูกขึ้นสายเล็งตรงมายังเว่ยหลางและหลินจื้อเหยาอย่างพร้อมเพรียง และท่ามกลางแถวทหารที่แหวกออก บุรุษผู้สวมอาภรณ์หรูหราปักลายกิเลนทอง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นและอำมหิตก็ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ
"ฝ่าบาททรงมีพระราชกระแสรับสั่งแล้ว... ว่าให้ต้อนรับท่านแม่ทัพเว่ยผู้หวนคืนด้วย 'พิธีการพิเศษ' สูงสุด"
เซียวอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พร้อมกับโบกมือขวาเป็นสัญญาณ
ทันใดนั้นเอง องค์จักรพรรดิเซียวจงบนบัลลังก์ก็ทรงกระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดลงบนฉลองพระองค์สีทองจนกลายเป็นรอยด่างน่าสยดสยอง พระองค์ทรงเบิก1เนตรกว้างอย่างตื่นตระหนก ทรงพยายามอ้าพระโอษฐ์จะตรัสสิ่งใดบางอย่าง แต่มีเพียงเสียงสำลักอู้อี้และฟองเลือดที่ไหลรินออกจากมุมพระโอษฐ์ ก่อนที่พระวรกายจะทรุดฮวบลงพับคาบัลลังก์ สิ้นพระชนม์ทันทีท่ามกลางความตกตะลึง!
เซียวอี้แย้มยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความกระหายอำนาจ เขาชี้กระบี่มาที่เว่ยหลางและประกาศก้องด้วยเสียงอันเหี้ยมเกรียม
"แม่ทัพเว่ยหลางบังอาจลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิ! ทหาร... จงจับกุมกบฏผู้นี้และนางกุนซือชั่วช้าซะ! ใครขัดขวาง... ตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูเมือง!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 13
บัลลังก์ที่สั่นคลอน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!