"สุราจอกนี้... ข้าเกรงว่าหากดื่มลงไปแล้ว เกรงว่าจะมิใช่เป็นการคารวะ แต่มันจะเป็นการส่งวิญญาณให้เดินทางไกลเสียมากกว่ากระมังครับ เสนาบดีจ้าว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันในถาดหยกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในตำหนักสราญรมย์ แสงจากคบเพลิงสำริดสลักลวดลายหงส์เหินวับแวมสะท้อนกับจอกสุราทองคำในมือของขุนนางเฒ่าผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนัก เสนาบดีจ้าวหลี่ชะงักรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษไว้บนมุมปาก รอยย่นรอบดวงตาของจิ้งจอกเฒ่ากระตุกวูบเล็กน้อยยามสบเข้ากับดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีของแม่ทัพเว่ยหลาง ผู้ซึ่งประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงบุด้วยหนังสัตว์ป่าอย่างเยือกเย็น
บรรยากาศในงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางหัวเมืองในค่ำคืนนี้ หาได้มีความรื่นรมย์ของเสียงพิณหรือกลิ่นอายบุปผชาติแต่อย่างใด หากแต่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดที่ถูกกลบด้วยกำยานราคาแพง อาภรณ์ไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคลของเหล่าข้าราชสำนักต่างสั่นไหวตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นชิด ทุกสายตาต่างลอบมองการเผชิญหน้าอันดุเดือดระหว่าง "แม่ทัพอาชาเหล็ก" ผู้ถือครองตราประทับพิทักษ์พรมแดนประจิม กับขั้วอำนาจเก่าในราชธานีที่หมายจะถอนรากถอนโคนกองกำลังของเขาให้สิ้นซาก
"ท่านแม่ทัพเว่ยล้อเล่นกันเกินไปแล้ว..." เสนาบดีจ้าวหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับงูพิษที่กำลังแผ่แม่เบี้ย "สุราจอกนี้หมื่นปีจันทราค้างฟ้า เป็นสุราชั้นดีที่องค์ฮ่องเต้พระราชทานมาให้เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน เหตุใดจึงกล่าวหาว่าเป็นจอกส่งวิญญาณเล่า หรือว่า... ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรจะหวาดกลัวอันใดในวังหลวงแห่งนี้เสียแล้ว?"
ความกดดันแผ่ซ่านราวกับคลื่นใต้น้ำ หลินจื้อเหยา ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังในฐานะที่ปรึกษาและผู้ติดตามเงา ปรายตามองจอกสุราในมือของเสนาบดีจ้าวแวบหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวใต้แขนเสื้อกว้างขยับลูบพัดหยกขาวในมือเบาๆ สติปัญญาอันล้ำลึกของนางประเมินสถานการณ์ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในลมหายใจเดียว ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นชนิดนี้มีชื่อว่า 'อัคคีลี้ลับ' หากดื่มเข้าไปเพียงหยดเดียว เส้นโลหิตทั่วร่างจะแข็งตัวและแตกออกภายในสามกัณฑ์ ช่างเป็นวิธีฆ่าปิดปากที่แยบคายและไร้ร่องรอยเสียจริง
ทว่า เว่ยหลางหาได้แสดงความตระหนกตกใจแม้แต่น้อย เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
"ข้าผ่านสนามรบมานับร้อยครา ดื่มกินเลือดเนื้อของศัตรูมาก็มาก โลหิตในกายข้าเดือดพล่านเกินกว่าจะรับพิษเย็นชาเช่นนี้ไหวหรอกครับท่านเสนาบดี..." เว่ยหลางกล่าวพล้ำพร้อมกับเอื้อมมือหนาไปรับจอกสุรานั้นมาด้วยความนิ่งสงบ ท่ามกลางเสียงหายใจเฮือกใหญ่ของเหล่าข้าราชบริพารที่ลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจ
ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ทัพผู้เยือกเย็นจะยอมรับจอกสุรานั้นมาไว้ในมือ
จื้อเหยาแอบส่งสายตาเตือนผ่านความมืดของชายเสื้อ แต่เว่ยหลางเพียงแค่ปรายตาตอบกลับมาด้วยความมั่นคง สายตาคู่นั้นสื่อความหมายชัดเจนราวกับเอวาจา—*เชื่อใจข้า*
"หากแต่..." เว่ยหลางยังคงพูดต่อ น้ำเสียงทุ้มกังวานก้องไปทั่วโถงตำหนักอันโอ่อ่า "ในเมื่อท่านเสนาบดีมีความกรุณาถึงเพียงนี้ มีหรือที่ข้าผู้เป็นผู้น้อยจะกล้าปฏิเสธน้ำใจ แต่การดื่มสุราคนเดียวมันช่างอ้างว้างไร้รสชาติ สู้ให้ผู้ที่มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อราชสำนักได้ร่วมดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอก คงจะรื่นรมย์ไม่น้อย"
พูดจบ เว่ยหลางก็สะบัดข้อมือ เทสุราครึ่งหนึ่งลงในจอกทองคำอีกใบที่ว่างเปล่า แล้วเลื่อนมันกลับไปตรงหน้าเสนาบดีจ้าวด้วยกิริยาที่สง่างามและเยือกเย็นดั่งภูผาน้ำแข็ง
ใบหน้าของเสนาบดีจ้าวเผือดสีลงถนัดตา รอยยิ้มจอมปลอมแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เหงื่อกาฬเม็ดโปรดผุดขึ้นตามไรผม แม้เขาจะเป็นผู้เตรียมยาพิษนี้มาเอง แต่ย่อมรู้ฤทธิ์เดชของมันดีว่ารุนแรงเพียงใด
"ทะ... ท่านแม่ทัพ..." เสนาบดีจ้าวเสียงสั่นพร่า รอยยิ้มเสแสร้งแตกสลายสิ้นซาก "ข้า... ข้าแก่ชราแล้ว สุราฤทธิ์แรงเช่นนี้เกรงว่าจะ..."
"ท่านเสนาบดีปฏิเสธน้ำใจของข้าหรือครับ?" เว่ยหลางเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงกดต่ำลงจนกดดันบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้งราวกับมีภูเขาขนาดย่อมมากดทับบ่าของทุกคนในที่นั้น "หรือว่าสุราจอกนี้... จะมีสิ่งใดที่ไม่อาจให้ผู้ชงดื่มมันเองได้?"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมตำหนักสราญรมย์อีกครั้ง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างบานแกะสลักเข้ามา หอบเอาความเย็นเยือกเข้ามาเสียดแทงกระดูกดำ เหล่าองค์รักษ์เสื้อแพรที่ยืนประจำการอยู่รอบโถงต่างวางมือไว้ที่ด้ามดาบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะและพร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ
จื้อเหยาสบโอกาสนี้ นางขยับตัวเล็กน้อย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่เฉียบคมราวกับใบมีด
"เรียนเสนาบดีจ้าว หากสุรานี้บริสุทธิ์ไร้มลทินดังที่ท่านกล่าวอ้าง การที่ท่านจะร่วมดื่มกับท่านแม่ทัพเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งความจงรักภักดี ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก มิเช่นนั้นแล้ว... ข่าวลือที่ว่าขุนนางผู้ใหญ่คิดคดทรยศต่อแผ่นดิน คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงกระมังครับ?"
คำพูดของกุนซือหนุ่ม (ในคราบผู้ติดตาม) เปรียบเสมือนหมัดฮุกที่ซัดเข้ากลางแสกหน้าของเสนาบดีจ้าวอย่างจัง ใบหน้าของขุนนางเฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองเว่ยหลางและจื้อเหยาสลับกันไปมาด้วยความจนมุม
เว่ยหลางยื่นมือออกไปผายเชื้อเชิญ จอกสุราทองคำถูกเลื่อนเข้าไปใกล้ปลายนิ้วที่สั่นเทาของเสนาบดีจ้าวมากขึ้นทุกที
"เชิญครับ... ท่านเสนาบดี"
เสนาบดีจ้าวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่เหี่ยวย่นตามวัยเอื้อมไปสัมผัสขอบจอกทองคำด้วยความลังเลระคนหวาดผวา ดวงตาสสั่นระริกสะท้อนภาพเงาของความตายที่รออยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จดจ้องมาเป็นตาเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเสนาบดีจ้าวกำลังจะสัมผัสโดนจอกสุรานั้นเอง...
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายที่วิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบตำหนักสราญรมย์จากทุกทิศทุกทาง ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกถีบจนกระเด็นหลุดจากวงกบ กลิ่นอายสนิมเหล็กและชุดเกราะกระทบกันดังเกรียวกราวทำลายความเงียบงันในทันที
เงาร่างหนึ่งในชุดเกราะเงินยวงสลักลายพยัคฆ์ ก้าวเข้ามาท่ามกลางแสงคบเพลิงด้วยท่าทีองอาจและเย่อหยิ่ง ใบหน้าคมคายนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งผู้กำชัยชนะ
"งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา..."
เสียงประกาศก้องกังวานดังขึ้น พร้อมกับที่แม่ทัพใหญ่อีกผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเว่ยหลางและเสนาบดีจ้าว โดยมีราชโองการสีทองอร่ามประทับตราหยกมังกรอยู่ในมือ
"แต่ดูท่า... งานเลี้ยงลวงตาค่ำคืนนี้ จะต้องปิดฉากลงด้วยราชโองการฉบับนี้เสียแล้วกระมังครับ ท่านแม่ทัพเว่ย"
เว่ยหลางชะงัก สายตาคมกริบหันไปมองผู้มาใหม่ ดวงเนตรหรี่แคบลงเล็กน้อยยามเมื่ออ่านชื่อบนป้ายประจำตัวของแม่ทัพผู้นั้น
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 14
งานเลี้ยงลวงตา
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!