แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 15

พิษร้ายในจอกสุรา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากจอกนี้คือความภักดี ไฉนกลิ่นอายของดอกอวี้หลานจึงเจือจางด้วยกลิ่นหอมหวานของผงถ่านจากแคว้นเหนือเล่า ท่านแม่ทัพ” สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานดั่งหยกกระทบกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงรับรองจวนบูรพา กลิ่นธูปกำยานกฤษณาอวลวนผสมผสานกับควันสีเทาจางที่ลอยเอื่อยจากกระถางทองสัมฤทธิ์ แสงตะเกียงน้ำมันพรรณรายส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของหลินจื้อเหยา นางยืนอยู่เบื้องหลังบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินสะท้อนประกายวับวามตามจังหวะการหายใจ เว่ยหลางชะงักมือที่กำลังยื่นไปรับจอกสุชาญจอกนั้นจากมือขันธ์หนุ่มหน้าห้อง แววตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้หันกลับมามองสตรีผู้ยืนอยู่เคียงข้าง ความเยือกเย็นที่หล่อหลอมตัวตนของเขามาเนิ่นนานนับทศวรรษในนาม ‘อาชาเหล็ก’ ไม่ได้ทำให้เขาสั่นคลอน แต่ประโยคเตือนสติเมื่อครู่กลับทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวขึ้นทันท่วงที จอกสุราหยกขาวสลักลายมังกรห้าเล็บในมือของขันธ์หน้าขาวสั่นน้อยๆ เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ใบหน้าจะพยายามรักษาอาการสงบนิ่งเพียงใด แต่ดวงตาที่หลบวบลงต่ำและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างลืมตัว ย่อมไม่รอดพ้นจากสายตาคู่นคมของยอดกุนซือเช่นนาง “เจ้าว่าอย่างไรนะ จื้อเหยา” เว่ยหลางเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าทรงพลังกดดันจนขันธ์ผู้นั้นแทบทรุดลงไปกองกับพื้น “ข้าน้อยเพียงแต่ทักทายรสสัมผัสของสุราหมักปีนีย” หลินจื้อเหยาแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยสติปัญญาและความเย้ยหยันในที นางก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้ สัมผัสแห่งผ้าแพรเนื้อดีเสียดสีกันเบาเบาระหว่างการเคลื่อนไหว นางยื่นมือเรียวดั่งลำหงส์ไปรับจอกสุรามาจากมือของขันธ์ผู้นั้นด้วยท่าทีธรรมชาติ ราวกับสตรีสูงศักดิ์กำลังรับชาจากบ่าวไพร่ในเรือน ขันธ์หนุ่มหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังกรูดโดยไม่รอคำอนุญาต ขาสั่นเทาจนแทบก้าวไม่ออกเมื่อรู้ว่าความลับที่ตนถือครองถูกเปิดโปงด้วยวาจาเพียงไม่กี่คำของกุนซือหญิงผู้นี้ เว่ยหลางไม่เอ่ยสิ่งใด เขาเพียงทอดสายตามองการกระทำของสตรีตรงหน้า แววตาที่มองนางมีความซับซ้อนระคนความอาทร ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ใดในราชสำนักจะล่วงรู้ ภายใต้สมรภูมิการเมืองที่เต็มไปด้วยการหักหลังและเล่ห์กล มีเพียงสตรีผู้นี้ที่ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่เขา ราวกับหน้าผาหินผาที่คอยต้านทานคลื่นลมอันบ้าคลั่ง “สุราจอกนี้ หมักจากผลท้อหิมะทางเหนือ เป็นของล้ำค่าที่องค์ชายรองพระราชทานให้ท่านแม่ทัพเพื่อกระชับไมตรี...” หลินจื้อเหยาเอ่ยพลางยกจอกขึ้นระดับสายตา ปลายจ้าวสำอางสูดดมกลิ่นไอฟุ้งกระจายอย่างพินิจพิเคราะห์ “แต่น่าเสียดายนัก... ที่ผงถ่านอวี้หลานเมื่อผสมกับน้ำค้างดอกท้อ จะก่อเกิดเป็นพิษ ‘ไร้เงาโลหิต’ ผู้ที่ดื่มเข้าไปจะไม่ทันได้รู้สึกเจ็บปวด เส้นโลหิตทั่วร่างจะค่อยๆ แข็งตัวและแตกสลายภายในสามชั่วยาม เป็นวิธีปลิดชีพที่แนบเนียน สมกับฝีมือของคนในตำหนักรองยิ่งนัก” เพล้ง! จอกสุราหยกขาวร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาจนแตกละเอียด ของเหลวใสสีอำพันนองไหลซึมไปตามร่องหิน ส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดระเหยขึ้นสู่อากาศ บรรยากาศภายในห้องโถงพลันทวีความหนתเหน็บราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างยามเหมันต์ “เจ้ากล้าดียังไง ถึงปล่อยให้คนพวกนั้นเข้ามาแทรกซึมถึงในจองหวน” เว่ยหลางก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง มือหนาเอื้อมไปกุมข้อแขนเรียวไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบิดจากความโกรธเกรี้ยวพุ่งเป้าไปที่ความปลอดภัยของสตรีตรงหน้า มากกว่าความแค้นเคืองต่อการลอบสังหารตนเอง “หากเจ้าไม่ทันสังเกตเห็น... ข้าคง...” “ท่านแม่ทัพ” หลินจื้อเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน “ชีวิตของท่านมีค่าเกินกว่าจะมาดับสูญด้วยแผนตื้นๆ เช่นนี้ ข้าเคยให้สัญญาไว้แล้วมิใช่หรือ ว่าตราบใดที่ข่ายหมากรุกกระดานนี้ยังไม่จบ จะไม่มีผู้ใดพรากชีวิตท่านไปได้... แม้แต่เงาความตายก็ตามที” น้ำเสียงของนางหนักแน่นและมั่นคง ดั่งคำประกาศิตที่สลักไว้บนศิลาทับทิม เว่ยหลางมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น หัวใจที่ด้านชาและเย็นเยียบจากการถูกทรยศในอดีต คล้ายมีกระแสไออุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านรอยร้าวในอก ความห่วงใยที่เขาพยายามซ่อนเร้นมาตลอด บัดนี้ถูกหลอมละลายด้วยความเด็ดเดี่ยวและปัญญาอันล้ำเลิศของสตรีผู้กุมหัวใจเขาไว้ทั้งดวง “เจ้าโง่เขลา... เอาตัวเข้าแลกกับความเสี่ยงเช่นนี้เพื่อข้า มันคุ้มค่าแล้วหรือ” น้ำเสียงของแม่ทัพผู้เกรียงไกรสั่นเครือเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นมุมที่เปราะบางที่สุดของบุรุษผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดิน “ไม่ใช่เพื่อท่านคนเดียวหรอกครับ... แต่เพื่อความยุติธรรมที่พวกเราต่างรอคอยมาตลอด” นางแย้มยิ้มพลางใช้ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากของเขา เพื่อห้ามมิให้เขาเอ่ยคำใดออกมาอีก “และตอนนี้... สิ่งที่พวกเราต้องทำ ไม่ใช่การกังวลถึงอดีตที่ผ่านพ้น แต่เป็นการเตรียมรับมือกับก้าวต่อไปของพวกมัน” ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นผสมเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นมาจากนอกประดู่วัง ทหารองครักษ์ประจำจوانวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าตื่นตระหนก “ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารนายนั้นละล่ำละลักรายงานด้วยความหวาดกลัว “กองกำลังทหารม้าเกราะดำจากค่ายทิศประจิมบุกทะลวงผ่านประตูเมืองเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง บัดนี้... พวกมันปิดล้อมจวนบูรพาไว้หมดทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” หลินจื้อเหยาหุบยิ้มทันที แววตาประกายความเฉียบคมวาบขึ้น นางหันไปสบตากับเว่ยหลางที่ใบหน้ากลับมาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งอีกครั้ง ในพริบตานั้นเอง ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของห้องโถงก็ถูกกระแทกเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ทะยานเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน ทหารองครักษ์นับร้อยนายก้าวตามเข้ามาพร้อมธนูในมือที่ขึ้นสายตึงเปรี๊ยะ เล็งตรงมายังจุดที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่ และคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับคมดาบชักออกจากฝักนั้น... กลับเป็นสหายสนิทที่เว่ยหลางไว้ใจที่สุดในราชสำนัก ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%