แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 11

สัจจะของแม่ทัพ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากท่านก้าวออกไปนอกประตูบานนั้น นั่นเท่ากับท่านประกาศสงครามกับราชสำนักทั้งมวลโดยไร้ซึ่งทางถอย ท่านแม่ทัพ... ท่านกำลังเอาอนาคตของกองทัพอาชาเหล็กไปเดิมพันกับเงาของผู้หญิงที่ถูกตีตราว่าเป็นกบฏเชียวหรือ?” เสียงของหลินจื้อเหยาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับราวกับแผ่นหินพันชั่ง นางไม่ได้ตะโกน หากแต่ทุกถ้อยคำกลับบาดลึกลงไปในโสตประสาทของผู้ฟังดุจใบมีดโกนที่อาบยาพิษ นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ร่างกายที่ดูบอบบางดุจกิ่งหลิวในพายุกลับแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายของความเด็ดเดี่ยวที่แม้แต่นักรบผู้ผ่านศึกนับร้อยยังต้องชะงัก เว่ยหลางหยุดฝีเท้าลง แผ่นหลังกว้างในชุดเกราะอ่อนสีนิลดูลึกลับและดุดัน เขาไม่หันกลับมามอง แต่กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ที่ตึงเครียดบอกกล่าวถึงแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านอยู่ภายใน “จื้อเหยา” เสียงของเขาแหบพร่าทว่ากังวานราวกับเสียงดาบกระทบศิลา “ความตายที่รออยู่หน้าประตูนั้นหาใช่สิ่งที่ข้าเกรงกลัว สิ่งที่ข้าเกรงกลัวคือการที่ต้องตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่มีเจ้าให้ข้าปกป้องต่างหาก” เขาค่อยๆ หันกลับมา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อคู่นั้นไม่ได้ฉายแววเยือกเย็นดังเช่นทุกครา ทว่ากลับมีประกายของความอาลัยอาวรณ์ที่แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ เขาก้าวเข้ามาใกล้พลางย่อกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้ากุนซือสาว มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปกุมมือนางไว้แน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวหนังทำให้หัวใจของหลินจื้อเหยาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ “ตระกูลของข้าถูกทำลายด้วยคำลวงของพวกขุนนางกังฉิน ข้ามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยความแค้นและอำนาจ แต่นับตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในชีวิตของข้า... กงล้อแห่งโชคชะตาที่ข้าเคยคิดว่าควบคุมได้กลับหมุนวนไปในทิศทางที่ข้าไม่รู้จัก” เว่ยหลางกวาดสายตามองใบหน้าเนียนละเอียดของนางด้วยความโหยหา “สัจจะของแม่ทัพผู้หนึ่ง หากลั่นวาจาไปแล้วย่อมหนักแน่นดั่งขุนเขา ต่อให้ท้องฟ้าถล่มหรือแผ่นดินทลาย ตราบใดที่ลมหายใจของข้ายังไม่สิ้นไป จะไม่มีผู้ใดแตะต้องแม้เพียงปลายเส้นผมของเจ้าได้” หลินจื้อเหยานิ่งงัน นางมองดูลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้นี้ เห็นความจริงใจที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าทองคำนพคุณท่ามกลางวังวนแห่งการหลอกลวง นางรู้ดีว่าคำมั่นสัญญานี้มีราคาที่ต้องจ่ายเป็นเลือดเนื้อและเกียรติยศที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต “ท่านกำลังแลกทุกอย่างเพื่อข้า... เพื่อคนที่กำลังใช้ท่านเป็นหมากในกระดานแค้นของตนเองอย่างนั้นหรือ?” นางเอ่ยถามเสียงแผ่ว สอดแทรกความขมขื่นลงในประโยค เว่ยหลางเผยรอยยิ้มจางที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งจากแม่ทัพผู้เย็นชา “หากเจ้าเป็นหมาก ข้าก็ยินดีเป็นกระดานที่รองรับเจ้า หรือหากเจ้าเป็นเปลวเพลิงที่เผาผลาญ ข้าก็ยินดีเป็นเถ้าถ่านที่โอบกอดเจ้าไว้... เจ้ามิใช่หมากหลินจื้อเหยา เจ้าคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้ายังคงเป็นมนุษย์” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหยิบจดหมายลับที่ประทับตราครั่งสีชาดออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะข้างตัวนาง “นี่คือรายชื่อสายลับที่แฝงตัวอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดี ข้าจัดการเก็บกวาดไปหมดแล้วคืนนี้ เมื่อข้าออกไป จงหนีไปตามเส้นทางที่ข้าเตรียมไว้ให้ ทุกอย่างในจวนนี้จะถูกปิดตายก่อนรุ่งสาง” บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงฉับพลัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์จำนวนมากดังขึ้นที่นอกเรือน แสงคบเพลิงวูบวาบสะท้อนผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามา เห็นเป็นเงาดำมืดของทหารหลวงที่โอบล้อมเรือนพักของเขาไว้จนมิด เว่ยหลางชักกระบี่ประจำกายออกมา เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานใส มันคือสัญญาณเตือนว่าเวลาแห่งความสงบสุขได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาหันหลังเดินตรงไปยังประตู มือขวาจับด้ามกระบี่แน่น พลางหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยโดยไม่หันกลับมามอง “หากคืนนี้ข้าไม่ได้กลับมา... จงจำไว้ว่าเจ้าไม่เคยเป็นหนี้อะไรข้า ทั้งหมดคือสิ่งที่ข้าเลือกเองด้วยความเต็มใจ” เขากระชากประตูเปิดออก เผยให้เห็นกองทหารหลวงในชุดเกราะสีเงินวาววับนับร้อยที่กำลังตั้งแถวรออยู่ท่ามกลางความมืดมิด ทันใดนั้น เงาร่างของชายชราในชุดขุนนางชั้นสูงคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากแถวทหาร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ ดวงตาหรี่มองแม่ทัพหนุ่มก่อนจะชูม้วนกระดาษสีเหลืองทองขึ้นสูง “ท่านแม่ทัพเว่ยหลาง... พระราชโองการลับจากฝ่าบาทให้จับกุมตัวท่านในข้อหาขัดขืนคำสั่งและซ่องสุมกำลังกบฏ หากท่านวางอาวุธเสียแต่โดยดี ข้ายังพอจะกราบทูลขอพระเมตตาให้ไว้ชีวิต... แต่หากท่านดื้อรั้น ก็จงเตรียมตัวไปรอรับโทษประหารในคุกหลวงได้เลย” เว่ยหลางหัวเราะร่าในลำคอ เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วลานกว้าง เขาก้าวออกไปเผชิญหน้ากับคมดาบนับร้อยด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งดั่งผิวน้ำ แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะฟาดฟันกระบี่ออกไปนั้น ประตูด้านหลังที่เพิ่งปิดลงกลับถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีคนหนึ่งในชุดคลุมสีขาวล้วน ใบหน้าของนางถูกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำสนิท นางเดินตรงมาหยุดข้างกายแม่ทัพ และสิ่งที่ทำให้นายทหารทุกนายถึงกับหน้าถอดสีคือ ป้ายหยกตราประจำพระองค์ที่นางชูขึ้นเหนือหัว “ผู้ใดที่กล้าแตะต้องตัวแม่ทัพเว่ยหลาง... จงเตรียมตัวรับโทษฐานขัดพระราชโองการขององค์ไทเฮาผู้วายชนม์!” ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตัวละครเหล่านี้ผ่านปลายปากกาของข้ามาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%