แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 7

คำสั่งเรียกตัว

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงร่อนของกระดาษสาเนื้อดีกระทบลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *แควก* ราวกับเสียงเฉือนเนื้อหนัง เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังยิ่งกว่ากลองศึกในสนามรบ ราชโองการสีทองอร่ามประทับตราหยกมังกรห้าเล็บถูกแผ่ออกอย่างไม่ไยดี กลิ่นหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายความอับชื้นของอำนาจในราชสำนักลอยคละคลุ้งไปทั่วกระโจมบัญชาการ แม่ทัพเว่ยหลางมิได้เหลือบแลกระดาษแผ่นนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายยังคงจดจ้องอยู่กับแผนที่เดินทัพทำด้วยหนังแพะเบื้องหน้า ปลายนิ้วสอบกร้านศึกไล้ไปตามแนวเทือกเขาอานซี ช้าๆ แต่มั่นคง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนรอบตัวเขา "ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้ท่านกลับเข้าเมืองหลวงทันที... พร้อมกับกุนซือข้างกาย" เสียงขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการแหบแห้งและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาหรี่เล็กพยายามกวาดมองไปทั่วกระโจม ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีเทาเข้มที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมเงาของกระโจม หลินจื้อเหยาไม่1หลบสายตานั้น นางเพียงก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ชายผ้าคลุมไหววูบราวกระแสธาราเคลื่อนไหว ใบหน้างามสงบเรียบเฉยราวน้ำในบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าภายในหัวสมองกลับคำนวณหมากทุกกระดานในราชสำนักอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ การเรียกตัวกลับเมืองหลวงกะทันหันเช่นนี้ หาใช่การปูนบำเหน็จความชอบจากการรบชนะที่ชายแดนไม่ แต่มันคือ "คุกไร้กำแพง" ที่ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางฝ่าย Cกเตรียมไว้รอต้อนรับแม่ทัพผู้กุมกำลังทหารครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน "ราชโองการระบุชัดเจนหรือไม่ ขันทีเฒ่า ว่าเหตุใดจึงต้องเรียกตัวกุนซือไปด้วย" เว่ยหลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราวน้ำแข็งขั้วโลก สะท้อนความเยือกเย็นที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตในห้องนี้ให้แตกสลาย "เรียนท่านแม่ทัพ..." ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จะเป็นผู้แทนพระองค์ แต่บารมีแผ่ซ่านจากร่างของแม่ทัพหนุ่มกลับทำให้เขารู้สึกราวกับมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอ "ฝ่าบาททรงสดับตรับฟังมาว่า แผนยุทธ์อันไร้เทียมทานที่ตีแตกค่ายกลร้อยอสูรจนราบคาบนั้น... ล้วนมาจากมันสมองของกุนซือไร้ลักษณ์ผู้นี้ ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้ไปอธิบายกลยุทธ์ถวายที่ท้องพระโรงด้วยพระองค์เองครับ" ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมชั่วขณะ ลมหนาวนอกค่ายพัดกระโชกจนผ้าใบกระโจมกระพือเสียงดังสนั่น เว่ยหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเหยียด "อธิบายกลยุทธ์งั้นหรือ... เกรงว่าคงอยากเห็นหัวของเราสองคนวางอยู่บนพานทองคำกลางท้องพระโรงเสียมากกว่ากระมัง" หลินจื้อเหยาเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเว่ยหลาง นางเห็นกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่น และเส้นเลือดที่ปูดโปนบริเวณขมับ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังระงับโทสะขั้นสุดยอด ปมในอดีตที่เคยถูกคนในครอบครัวหักหลังและทรยศยังคงฝังรากลึกในใจเขา และบัดนี้ ราชสำนักกำลังใช้วิธีการสกปรกเช่นเดียวกันเพื่อบั่นทอนอำนาจของเขา นางขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมันต์ปะทะนาสิกของเว่ยหลาง ทำให้ความเกรี้ยวกราดในใจของชายหนุ่มสงบลงทีละน้อย หลินจื้อเหยายื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะแขนเสื้อของเขาเบาๆ เป็นเชองส่งสัญญาณเตือนสติ "ท่านแม่ทัพ..." เสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นในที "ราชโองการสวรรค์ ขัดขืนไม่ได้ หากเราไม่ไป ข้อหาเป็นกบฏย่อมถูกหยิบยกขึ้นมาทันที ราษฎรนับล้านที่อยู่เบื้องหลังเราจะเดือดร้อน การเดินทางเข้าเมืองหลวงครานี้ แม้จะอันตรายดั่งเดินบนเส้นลวดกลางเหวลึก แต่บางที... อาจเป็นโอกาสที่เราจะได้กระชากหน้ากากของพวกสุนัขจิ้งจอกที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาพระราชวังออกมาให้หมดสิ้น" เว่ยหลางหันมามองสตรีข้างกาย ดวงตาสองคู่ประสานกันในความเงียบงัน ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกองเลือดและคราบเขม่าควันสงครามหลอมรวมวิญญาณของทั้งสองเข้าด้วยกัน สายตาของเขาบอกนางว่า *'ไม่ว่าเจ้าจะเดินไปแห่งหนใด ข้าจะเอาดาบเล่มนี้ปกป้องเจ้าด้วยชีวิต'* ส่วนสายตาของนางตอบกลับมาว่า *'ข้าจะใช้ปัญญาของข้าเปิดทางให้ท่าน แม้ทางข้างหน้าจะเป็นขุมนรกก็ตาม'* "ก็ได้..." เว่ยหลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาดำทมึนของเขาปกคลุมร่างขันทีเฒ่าจนตัวสั่นเทา "เราจะเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับกุนซือของข้า แต่จจำไว้ ข้าพกดาบอาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ติดตัวไปด้วย หากผู้ใดกล้าเล่นตุกติกบน The road... หัวของมันจะหลุดจากบ่าก่อนที่เราจะเหยียบประตูเมืองเสียอีก!" ขันทีเฒ่ารีบก้มตัวจนศีรษะแทบชิดพื้น "รับ... รับด้วยเกล้าครับท่านแม่ทัพ บ่าวจะรีบไปเตรียมขบวนรถม้าเดี๋ยวนี้ครับ!" เมื่อร่างของขันทีเฒ่าถอยร่นออกไปจนลับตา ความเงียบสงบก็กลับมาเยือนกระโจมอีกครา หลินจื้อเหยาถอนหายใจยาวเหยียด นางหันไปเก็บม้วนแผนที่บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง นิ้วมือเรียวยังคงสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตึงเครียดจากสถานการณ์ที่บีบคั้น เว่ยหลางก้าวเข้าไปประชิดด้านหลัง ร่างหนาโอบล้อมร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างถือวิสาสะ มือใหญ่เอื้อมไปกุมมือของนางที่กำลังสับ1กาลม้วนแผนที่ไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของแม่ทัพหนุ่มแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อ เยียวยาความเหนื่อยล้าของกุนซือสาวในพริบตา "เจ้ากลัวหรือไม่... จื้อเหยา" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะซอกคอขาวระหง หลินจื้อเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางส่ายหน้าช้าๆ "หากมีท่านอยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องเผชิญกับหน้าผาชันหรือกองเพลิงโลกันต์ ข้าก็ไม่มีวันก้าวถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว... ท่านแม่ทัพ" คำประกาศอันหนักแน่นดั่งหินผานั้นยังไม่ทันจางหายจากบรรยากาศ *กริ๊ง...* เสียงกระดิ่งทองเหลืองเล็กๆ ที่แขวนไว้หน้ากระโจมดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางราตรีกาลที่มืดมิดไร้แสงดาว เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นทาบทับบนผืนผ้าใบกระโจม ร่างนั้นมิใช่ขันทีเฒ่าผู้ส่งสาร และมิใช่ทหารยามหน้าค่าย แต่เป็นเงาร่างของสตรีผู้สวมหมวกคลุมหน้าไว้อาลัยสีขาวบริสุทธิ์ นางก้าวเข้ามาด้านในอย่างเงียบเชียบราภูตผี พร้อมกับวางหีบไม้แกะสลักลวดลายประหลาดลงบนโต๊ะเบื้องหน้าทั้งสองคน ฝาหีบถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทขมวดเป็นปม พร้อมด้วยป้ายวิญญาณสลักชื่อสกุลเก่าแก่ที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อสิบปีก่อน... และจดหมายปิดผนึกด้วยเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดี! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามา ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%