แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 8

วิมานบนทุ่งสังหาร

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงสายโลหิตหยดกระทบพื้นหินศิลาแกร่ง ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของราตรีกาล ราวกับนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังอย่างไร้ความปรานี "ท่านแม่ทัพ... ปลายธนูอาบยาพิษเจ็ดราตรี ย่อมมิใช่ฝีมือของโจรป่าข้างทางกระาม" เสียงหวานใสแต่ทุ้มลึกกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด หลินจื้อเหยา ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินยวดยิ่ง นางกำลังคุกเข่าลงเบื้องหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นเสาหลักแห่งแคว้น ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาบรรจงใช้เข็มเงินสกัดจุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ของแม่ทัพเว่ยหลางอย่างแม่นยำ เลือดสีดำคล้ำไหลซึมทะลุผ้าแพรเนื้อดีออกมา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นเยือกของป่าสนโบราณ เว่ยหลางมิได้ส่งเสียงร้องแม้แต่ครึ่งคำ ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินหยกยังคงเรียบเฉย เย็นชา และไร้ความรู้สึกราวกับรูปปั้นเทพเจ้า นัยน์ตาคู่นคมองอาจกวาดมองผ่านความมืดไปยังซากศพของนักฆ่าในชุดดำสนิทนับสิบคนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่รอบกองเพลิง ความตายรายล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทุกทาง ทว่าแววตาของแม่ทัพหนุ่มกลับมิได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความดุดันที่ฉายชัดดั่งพยัคฆ์ซุ่มรอเวลาขย้ำเหยื่อ "พวกมันมิได้ต้องการปลิดชีพข้าตั้งแต่คราแรก..." เว่ยหลางเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็กน้อยพิสูจน์ถึงพิษร้ายที่เริ่มกัดกินภายใน "เป้าหมายที่แท้จริงของสำนักเงาสวรรค์ คือการหน่วงเวลาให้เราติดอยู่ใน 'หุบผาหมื่นอสูร' แห่งนี้ จนกว่ากองกำลังขององค์ชายรองจะยกพลมาตัดหัวพวกเราในยามรุ่งสาง" จื้อเหยาชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตแม่ทัพผู้เยือกเย็น แววตาคู่คมกริบของกุนซือสาวฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ภายใต้สถานการณ์ที่คอขาดบาดตายเช่นนี้ สตรีผู้กุมชะตากรรมทัพหน้ากลับไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางดึงผ้าแพรออกจากอกเสื้อ ซับโลหิตที่ไหลรินออกจากบาดแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุด ทว่าหนักแน่นในความรู้สึก "หากพวกมันประเมินว่าหุบผานี้คือสุสานของเรา พวกมันคงคำนวณพลาดไปก้าวหนึ่ง..." จื้อเหยาแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและเล่ห์กลอันแยบยล "เพราะข้าได้ส่งม้าเร็วถือตราประทับปลอมล่อหลอกกองกำลังขององค์ชายรองไปยังทิศประจิมแล้ว ในยามนี้ รอบกายเราจึงมีเพียงความเงียบงัน... และเหล่านักฆ่าที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เหล่านั้นเท่านั้น" สิ้นคำพูดของนาง เสียงกิ่งไม้หักดังแกร็กจากความมืดเบื้องหน้า ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด *พรึบ!* ห้วงอากาศพล تبدیلเป็นคมดาบโลหิตนับร้อยเล่มพุ่งแหวกความมืดเข้ามาพร้อมกัน นักฆ่าเดนตายในชุดดำสนิทนับสิบชีวิตปรากฏกายขึ้นบนยอดกônหินและกิ่งสน พวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งภูตผี ปลายดาบอาบพิษวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด สัญชาตญาณแห่งความตายแผ่ซ่านกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่า เว่ยหลางหาได้ขยับกายหนีไม่ เขากลับก้าวขึ้นมายืนบังร่างของกุนซือสาวไว้เบื้องหลังอย่างมั่นคง ดั่งขุนเขาใหญ่ที่ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่มีวันพังทลาย มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ประจำกาย 'อัสนีทมิฬ' ที่ฝังลึกในฝักเหล็กกล้า แรงกดดันอันมหาศาลจากลมปราณของแม่ทัพใหญ่ระเบิดออกโดยพลัน จนเหล่านักฆ่าที่พุ่งเข้ามาถึงกับชะงักงันด้วยความสะพรึงกลัว "บังอาจนัก..." สุริยะดับแสง จันทร์ทอประกายสีโลหิต เว่ยหลางตวัดกระบี่เพียงคราเดียว คลื่นดาบพลังปราณสีดำสนิทก็แหวการอากาศตัดผ่านร่างของนักฆ่าแถวหน้าขาดเป็นสองท่อนในพริบตา เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนหญ้าสีเขียวขจีให้กลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความดุดันและเยือกเย็นของแม่ทัพอาชาเหล็กปรากฏเด่นชัดในยามที่เขาต้องปกป้องสตรีเบื้องหลัง จื้อเหยาไม่ได้ถอยหนี นางกลับหยิบพัดหยกขาวประจำตัวขึ้นมาสะบัดออก ปลายพัดซ่อนกลไกอาวุธลับนับสิบคายเข็มเงินพุ่งทะลวงเข้าจุดตายของนักฆ่าที่ลอบเข้ามาทางด้านหลังอย่างแม่นยำราวกับจับวาง การประสานงานระหว่างแม่ทัพผู้เกรียงไกรและกุนซือไร้ลักษณ์ช่างไร้ที่ติ ดั่งหยินและหยางที่สมดุล ท่ามกลางทุ่งสังหารที่ไร้ซึ่งความปราณี เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งความเงียบงันกลับคืนสู่หุบผาอีกครา ซากศพของเหล่านักฆ่านอนเรียงรายเกลื่อนกลาด ทว่าเว่ยหลางและจื้อเหยายังคงยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ แม่ทัพหนุ่มเก็บกระบี่เข้าฝัก ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเล็กน้อย พิษร้ายในกายแล่นริ้วขึ้นสู่ใบหน้าจนปรากฏเส้นเลือดสีดำคล้ำบริเวณขมับ เขาเซถอยหลังเล็กน้อยจนจื้อเหยาต้องรีบเข้าไปประคองร่างหนาเอาไว้ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นเลือดจางๆ ปะทะนางอย่างใกล้ชิด "ท่านแม่ทัพ..." จื้อเหยาเอ่ยเรียกเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความห่วงใยที่มักถูกซ่อนเร้นไว้ใต้หน้ากากแห่งความสุขุม บัดนี้กลับเอ่อล้นออกมาทางแววตาคู่สวย นางใช้มือประคองใบหน้าคมคายนั้นไว้ นิ้วเรียวสัมผัสแก้วสากระคายอย่างทะนุถนอม "ท่านฝืนใช้ลมปราณมากเกินไปแล้ว พิษนี้กำลังจะเข้าสู่หัวใจ..." เว่ยหลางก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน นัยน์ตาคู่นคมที่เคยเยชาดั่งน้ำแข็ง บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำอย่างที่ผู้ใดไม่เคยได้เห็น เขายกมือขึ้นสัมผัสเส้นผมสีดำสนิทของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการจดจำใบหน้านี้ไว้เป็นสิ่งสุดท้ายหากลมหายใจของเขาต้องดับสูญ ณ ดินแดนแห่งนี้ "หากข้าต้องตายในทุ่งสังหารนี้..." เสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง "สิ่งเดียวที่ข้าเสียดาย... คือการที่ข้อยังไม่ได้บอกความจริงแก่เจ้า ว่าหัวใจของแม่ทัพไร้ใจผู้นี้ ได้มอบให้กุนซือไร้ลักษณ์ตั้งแต่คราแรกที่เราพบกันบนกำแพงเมืองหลวงแล้ว..." จื้อเหยาเบิกตากว้าง หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกอัดอั้นมาเนิ่นนานถูกทลายลงด้วยคำสารภาพอันหนักแน่นดั่งหินผา น้ำตาหยดใสเอ่อคลอเบ้าตาของสตรีผู้ไม่เคยหลั่งน้ำให้แก่ผู้ใด ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันและความหวานล้ำแห่งความตายกำลังโอบกอดทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากปากทางหุบผา พร้อมกับเสียงหัวoาะเยาะเย้ยที่ก้องกังวานทำลายบรรยากาศ *แปะ... แปะ... แปะ...* "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก แม่ทัพเว่ยหลางผู้เกรียงไกร และกุนซือผู้ปราดเปรื่อง..." เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดของแนวสน บุรุษในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม มือข้างหนึ่งถือป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำส่องประกายวาววับรับแสงจันทร์ เว่ยหลางหรี่ตาลงทันทีที่เห็นใบหน้านั้นชัดเจน นัยน์ตาคมกริบวับโรจน์ด้วยความแค้นที่ฝังรากลึก "องค์ชายใหญ่... ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ปลดท่านออกจากตำแหน่ง และนำตัวกลับไปรับโทษทัณฑ์ฐานกบฏ ณ เมืองหลวง... ส่วนสตรีผู้นั้น..." องค์ชายใหญ่แย้มยิ้มเยือกเย็น พลางโบกมือให้กองกำลังทหารนับร้อยยกธนูขึ้นเล็งตรงมาที่ทั้งสอง "ให้ประหารเสีย ณ 3 ก้าวนี้!" จื้อเหยาชะงักงัน นางก้มลงมองป้ายอาญาสิทธิ์ในมือขององค์ชายใหญ่ ก่อนที่ประกายตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง นางค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ออกมาดึงสลักออกอย่างรวดเร็วก่อนจะโยนมันขึ้นสู่ท้องฟ้า *ตูม!* พลุสัญญาณสีเพลิงพุ่งทะยานแหวกความมืดสว่างวาบทั่วทั้งหุบผา เผยให้เห็นธงรบของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬนับหมื่นนายที่ปิดล้อมภูเขาอยู่รอบด้านตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้! "องค์ชายใหญ่เพิ่งตรัสว่า... ผู้ใดจะต้องเป็นฝ่ายรับโทษทัณฑ์กันแน่เพคะ?" รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของกุนซือสาว ในขณะที่กระบี่อัสนีทมิฬในมือของเว่ยหลางถูกชูขึ้นฟ้าอีกครา พร้อมกับเสียงคำรามก้องดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งบนแผ่นดิน! --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามา ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%