แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 9

กับดักในเงาจันทร์

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โลหะเย็นเฉียบของคมดาบที่เฉียดผ่านอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทอง ส่งเสียงกรีดอากาศแหลมคมบาดโสตประสาท ความมืดมิดของรัตติกาลคืนแรมยี่สิบสี่ค่ำถูกฉีกกระชากด้วยแสงประกายไฟจากการปะทะกันอย่างดุเดือด ณ ระเบียงคดด้านทิศตะวันออกของตำหนักบูรพา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอายฝนที่โปรยปรายลงมาบางเบา “ระวัง!” เสียงทุ้มต่ำแต่วิกลจริตเล็กน้อยของแม่ทัพเว่ยหลางคำรามลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อเงาดาบมหึมาของมือสังหารเดนตายพุ่งตรงเข้าสู่จุดบอดเบื้องหลัง ร่างกายของแม่ทัพอาชาเหล็กผู้เกรียงไกรและผ่านศึกมานับร้อยครากลับชะงักไปชั่วลมหายใจเดียว เนื่องจากบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ขวาจากการสู้รบเมื่อยามบ่าย ทำให้จังหวะการยกกระบี่ต้านทานล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นครึ่งส่วน ทว่า... ร่างบอบบางในอาภรณ์สีหมอกกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า หลินจื้อเหยา ไม่ได้ถอยหนีไปตามสัญชาตญาณของสตรีทั่วไป ในยามวิกฤตที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย นางกลับพุ่งทะยานเข้าไปในรัศมีคมดาบราวกับผีเสื้อบินเข้ากองไฟ แขนเรียวเสมือนหยกขาวตวัดโอบรอบลำตัวหนาหนักของเว่ยหลาง พร้อมกับใช้ร่างของตนเองเบี่ยงวิถีกระบี่มรณะออกไป ฉับ! เสียงเนื้อและผ้าถูกเฉือนขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน โลหิตสีแดงสดพวยพุ่งออกจากหัวไหล่ข้างซ้ายของกุนซือสาว ย้อมอาภรณ์สีอ่อนให้กลายเป็นสีชาดในพริบตา ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นสู่สมองจนใบหน้าเนียนนุ่มซีดเผือดไร้สีเลือด หยดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แต่นางไม่มีแม้แต่เสียงร้องคร่ำครวญ มีเพียงแววตาเด็ดเดี่ยวลึกล้ำที่แหงนมองบุรุษเบื้องหน้า “จื้อเหยา!” เว่ยหลางคำรามออกมาด้วยความตกใจระคนโกรธเกรี้ยว น้ำเสียงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งที่รักษามาตลอดชีวิตพังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้น สองแขนแข็งแกร่งรีบคว้าประคองร่างที่กำลังจะทรุดลงสู่พื้นไว้มั่น สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เริ่มจางหายจากกายของนาง ดวงตาของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อกองทัพนับแสน บัดนี้กลับสั่นระริก ยามที่กวาดสายตามองบาดแผลลึกยาวบริเวณหัวไหล่ของหญิงสาว เลือดสีแดงเข้มยังคงไหลซึมผ่านรอยขาดของผ้าไหม เปื้อนฝ่ามือหนาที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกผิดบาปและความแค้นเคืองพุ่งพล่านขึ้นกัดกินขั้วหัวใจ ดั่งไฟบรรลัยกัลป์ที่แผดเผาความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตที่เขาเคยสูญเสียคนใกล้ชิดมาแล้วครั้งหนึ่ง “ท่าน... ปลอดภัยดี... ก็พอแล้วครับ” หลินจื้อเหยาฝืนยิ้มบางเบา ริมฝีปากแห้งผากขยับเอื้อnเอ่นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม “ข้า... มิเป็นไร... แค่รอยแผลถากๆ เท่านั้น” “เจ้าคนโง่! ใครใช้ให้เจ้าเอาตัวมารับดาบแทนข้า!” เว่ยหลางตวาดเสียงกร้าว แต่แววตากลับเจือไปด้วยความห่วงใยสุดซึ้งที่ปิดไม่มิด ไอสังหารรอบกายเขาแผ่ขยายออกไปจนเหล่ามือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาไม้ถึงกับหนาวเยือก ฉับพลัน เว่ยหลางสะบัดกระบี่ในมือซ้ายออกไปอย่างรวดเร็วและดุดันราวกับพายุหมุน สะบั้นศีรษะของมือสังหารที่ลอบเข้ามาในรัศมีทำการขาดกระเด็นในดาบเดียว โลหิตพุ่งกระฉูดรดแผ่นกระเบื้องเคลือบสีชาด เงาร่างอื่นๆ ที่เหลือเห็นท่าไม่ดีจึงอาศัยความมืดและความชุลมุนหลบหนีหายไปในความเวิ้งว้างของราตรีกาลอย่างรวดเร็ว ทว่า เว่ยหลางหาได้สนใจจะไล่ตามไม่ สมาธิทั้งหมดของเขาถูกดึงดูดไว้ด้วยร่างที่อยู่ในอ้อมกอด บรรยากาศรอบตำหนักบูรพากลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจโรยรินและเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย กลิ่นอายความตายจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันหนักอึ้งที่บีบคั้นหัวใจ “ห้ามตายเด็ดขาด... ข้าไม่อนุญาต” เว่ยหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทว่าเด็ดเดี่ยวและสั่นเครือเล็กน้อย เขาช้อนร่างบางขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอมราวกับนางเป็นแก้วตาดวงใจ ก่อนจะเร่งฝีเท้าสาวเท้าก้าวไปทางตำหนักส่วนตัวโดยไม่สนใจพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น ภายในห้องบรรทมที่จุดกำยานกลิ่นไม้กฤษณาจางๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด แสงจากเปลวเทียนสีส้มไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก หลินจื้อเหยานอนพักอยู่บนเตียงไม้จันทน์หอม อาภรณ์ช่วงบนถูกเปิดออกเพื่อให้หมอหลวงทำแผลอย่างเร่งรีบ สีหน้าของหมอหลวงชราเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เม็ดเหงื่อไหลย้อยเต็มใบหน้าย่นๆ เมื่อเห็นสภาพบาดแผล “เรียนท่านแม่ทัพ... บาดแผลนี้ลึกถึงกระดูก ทั้งยังมีร่องรอยของพิษสลายจันทราเจือปนอยู่ที่คมดาบ โชคดีที่แม่นางหลินมีลมปราณคุ้มกายช่วยสกัดจุดไว้เบื้องต้น มิฉะนั้น... พิษคงแล่นเข้าสู่หัวใจไปนานแล้วขอรับ” “มีวิธีรักษาหรือไม่?” เว่ยหลางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง แววตาดุดันจ้องมองหมอหลวงเขม็ง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อหากคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ “ต้องใช้ยาถอนพิษสลายจันทรา ซึ่งทำมาจากบัวหิมะพันปีและโสมร้อยปีมาเคี่ยวรวมกันเป็นเวลาสามวันสามคืน... แต่ทว่า ในท้องพระคลังตอนนี้ บัวหิมะพันปีถูกเบิกไปใช้ในงานเลี้ยงรับรองขององค์ชายสามเมื่อสัปดาห์ก่อนจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ...” หมอหลวงพูดเสียงสั่น หลบสายตาดุดั่งพญาเหยี่ยวของแม่ทัพหนุ่ม ความเงียบสงบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมอีกครั้ง เว่ยหลางขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สมองอันปราดเปรื่องประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว องค์ชายสามจงใจตัดเส้นทางรอดของพวกเขาตั้งแต่แรก การที่มือสังหารใช้ดาบเคลือบพิษนี้ หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่รวมถึงการกำจัดกุนซือผู้คอยช่วยเหลือเขาในเงาสนามการเมืองนี้ด้วย ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลินจื้อเหยาที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนเพลีย ก็ค่อยๆ เปลือกตาขึ้นช้าๆ นางส่งสัญญาณมือห้ามปรามหมอหลวงให้ออกไปก่อนด้วยแววตาอ่อนล้า เมื่อภายในห้องเหลือเพียงคนทั้งสอง หลินจื้อเหยาจึงขยับริมฝีปากแห้งผาก เอ่ยถ้อยคำที่ทำให้เว่ยหลางต้องนิ่งงันไป “ท่านแม่ทัพ... อย่าได้ทรงกังวล... บัวหิมะพันปี... หาใช่มีเพียงในท้องพระคลังไม่...” นางหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมืออันสั่นเทาไปดึงหยกพกรูปปลาคาร์พสลักลายโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้อาภรณ์ออกมายื่นให้เขา “ที่... จวนสกุลหลินเก่า... ใต้เรือนพักของมารดาข้า... มีห้องลับ... ที่นั่น... มีสิ่งที่ท่านต้องการ...” เว่ยหลางรับป้ายหยกนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่มั่นคง ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ สกุลหลินล่มสลายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนจากข้อหากบฏ การจะกลับไปค้นหาห้องลับในซากปรักหักพังท่ามกลางสายตาของเหล่าสายลับองค์ชายสาม ย่อมหมายถึงการเดินเข้าสู่ปากเสืออย่างแท้จริง ทว่า ก่อนที่เว่ยหลางจะได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือทักท้วงสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเคาะประตูไม้สนด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ก๊อก ก๊อก ก๊อก! “เรียนท่านแม่ทัพ!” เสียงรายงานจากองครักษ์คนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “มีราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ทรงมีรับสั่งให้ท่านนำกำลังพลสามหมื่นนายเดินทางออกจากเมืองหลวงในคืนนี้ทันที เพื่อไปปราบกบฏที่ชายแดนตะวันตก โดยมี... ราชองครักษ์ขององค์ชายสาม ตามเสด็จไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดพ่ะย่ะค่ะ!” ดวงตาของเว่ยหลางหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัว นี่คือกับดักซ้อนกับดัก หากเขาปฏิเสธคือการขัดราชโองการมีโทษประหารทั้งตระกูล แต่หากเขาเดินทางไปชายแดน หลินจื้อเหยาที่ไร้การคุ้มกันและกำลังบาดเจ็บปางตายจากพิษร้าย... จะต้องตกเป็นเหยื่อในกำมือของศัตรูอย่างแน่นอน! เว่ยหลางก้มลงมองหญิงสาวในอ้อมกอดที่กำลังมองเขาด้วยแววตาเชื่อมั่นและห่วงใย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบกระบี่คู่กายขึ้นมาถือไว้มั่น ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลามา ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%