แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 21

กลยุทธ์กู้คืนอำนาจ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงกระเบื้องเคลือบสีครามกระทบกับโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่าในห้องทรงอักษรที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า เสียงนั้นกลับก้องกังวานบาดลึกถึงโสตประสาทของผู้รับฟัง “หมากตานี้ของท่านอ๋อง... เดินลึกซึ้งเกินกว่าที่ข้าพเจ้าคาดคิดไว้สามส่วนเสียอีกนะครับ” หลินจื้อเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมปราศจากระลอกคลื่น มือเรียวบางในอาภรณ์ปักลายหงส์เมฆขาวขยับพู่กันขนสัตว์ในมือ บรรจงแต้มหมึกสีดำสนิทลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่แผ่หลาอยู่เบื้องหน้า แสงจากโคมไฟสำริดส่องกระทบใบด้านข้างของนาง เผยให้เห็นโครงหน้าคมคายที่สงบนิ่งและดวงตาดำขลับที่ซ่อนประกายราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด แม่ทัพเว่ยหลางมิได้ตอบคำถามทันที เขานั่งหลังตรงสง่างามอยู่เบื้องหลังโต๊ะยาว ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะอ่อนสีดำสนทนาทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายพยัคฆ์คำราม แววตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองแผ่นกระดานหมากล้อมที่วางคั่นกลางระหว่างเขากับหญิงสาว หมากสีขาวและสีดำขัดแย้งกันอย่างดุเดือดบนตารางไม้ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ชัยชนะที่แท้จริงหาใช่การกินหมากบนกระดานนี้ไม่ หากแต่อยู่ที่เกมการเมืองอันโสโครกเบื้องหลังราชสำนัก “หากไม่เดินตาเดินนี้ให้เฉียบขาด พรรคพวกของเสนาบดีหลี่คงชิงตัดหัวพวกเราไปเสียก่อนที่จะได้เห็นแสงตะวันของฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแล้วล่ะครับ” เว่ยหลางเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับจะแข็งตัว ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในยามนี้เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงข้ามหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ตระกูลหลี่ผู้เรืองอิทธิพลกำลังแผ่ขยายอำนาจครอบงำท้องพระโรง รากเหง้าของพวกมันฝังลึกอยู่ในทุกซอกทุกมุมของราชสำนัก การจะถอนรากถอนโคนพืชพิษเหล่านี้ มิอาจใช้เพียงแค่กำลังทหารหักหาญพังทลาย แต่ต้องอาศัยการผ่าตัดอย่างประณีตราวกับหมอฝังเข็มผู้เชี่ยวชาญ ค่อยๆ ปลดเปลื้องอำนาจทีละเส้นประสาท จนกระทั่งเหยื่อไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองได้กลายเป็นคนพิการไร้เรี่ยวแรงไปเสียแล้ว “ท่านอ๋องทรงวางแผนให้กองกำลังทหารม้าเหล็กเคลื่อนพลปิดล้อมคลังเสบียงทางใต้ ทว่า... ท่านกลับลืมพิจารณาถึงตัวแปรสำคัญอีกหนึ่งคน” จื้อเหยาเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพหนุ่มอย่างท้าทาย “ใต้เต้าซือ... ขุนนางผู้ดูแลกรมคลัง พรรคพวกมือสะอาดที่เสนาบดีหลี่ส่งไปตรวจสอบบัญชี เกรงว่าป่านนี้คงจะเดินทางไปถึงเมืองหลิงโจวแล้วนะครับ” เว่ยหลางเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้สุนัขรับใช้ตัวนั้นไปถึงหลิงโจวอย่างราบรื่นงั้นหรือครับ จื้อเหยา” “ข้าพเจ้ามิได้หมายความเช่นนั้น” กุนซือสาวส่ายหน้าช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยปิ่นหยกสั่นไหวตามการเคลื่อนไหว “แต่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกท่านว่า การลอบสังหารใต้เต้าซือกลางทาง หาใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ไม่... การปล่อยให้เขาไปถึงที่นั่น แล้วนำหลักฐานบัญชีส espect ปลอมที่พวกเราจงใจทิ้งไว้กลับมารายงานต่อหน้าพระพักตร์ต่างหาก คือคมมีดที่แท้จริงที่จะเชือดคอเสนาบดีหลี่ด้วยมือของฮ่องเต้เอง” คำพูดนั้นเฉียบคมราطดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพร เว่ยหลางมองหญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกล้ำขึ้นไปอีกขั้น ความพึงพอใจฉายชัดในแววตาคู่นั้น แม้ภายนอกเขาจะเป็นแม่ทัพผู้เย็นชาไร้หัวใจ แต่ยามใดที่ได้ยืนเคียงข้างกับสตรีผู้มีสติปัญญาเทียบเท่ากับขุนศึกร้อยกองพันผู้นี้ หัวใจที่เคยด้านชาและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทรยศในอดีต กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นอันแปลกประหลาดที่ค่อยๆ กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งลงทีละน้อย “เจ้าช่างร้ายกาจเสียจริง...” เว่ยหลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวเท้าช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้ยาวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังของหลินจื้อเหยา กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยและไออุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมร่างระหงของนางไว้โดยปริยาย “แต่แผนการนี้... จะต้องอาศัยความร่วมมือจากคนผู้หนึ่งที่อยู่ในจวนเสนาบดี” จื้อเหยาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเงาร่างสูงทาบทับลงมา มือที่ถือพู่กันหยุดนิ่ง นางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติกับกลิ่นอายอันทรงเสน่ห์ที่ทำให้หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะ “คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดี... หลี่ชิงXian นางคือเบี้ยตัวสำคัญที่จะทำให้หมากตานี้สมบูรณ์แบบใช่ไหมครับ” “ถูกต้องครับ” เว่ยหลางก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นเป่ารดต้นคอระหงจนเส้นขนทั่วร่างของกุนซือสาวลุกชัน “นางเป็นสตรีที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและเกลียดชังพี่ชายต่างมารดาเข้ากระดูกดำ การที่เราจะดึงนางมาเป็นพวก ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก... ขอเพียงแค่เรามอบสิ่งที่นางต้องการมากที่สุด นั่นคืออำนาจในการควบคุมทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลี่” จื้อเหยาวางพู่กันลงในแท่นหมึก ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ระยะห่างระหว่างทั้งสองในยามนี้ใกล้ชิดเสียจนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน แววตาของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก “แต่นางเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไว้ใจไม่ได้ การร่วมมือกับงูพิษ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกแว้งกัดได้ทุกเมื่อนะครับท่านอ๋อง” “ข้าไม่เคยไว้ใจนาง” เว่ยหลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว มือหนาเอื้อมออกไปแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสอันอ่อนโยนที่ขัดกับภาพลักษณ์แม่ทัพผู้เหี้ยมโหดโดยสิ้นเชิง “แต่ข้าเชื่อมั่นในสายตาและการคำนวณของเจ้า... จื้อเหยา เจ้าจะไม่ยอมปล่อยให้นางมีโอกาสได้หันมาแว้งกัดเราเป็นอันขาด ใช่หรือไม่” สายตาที่พวกเขาส่งให้กันในวินาทีนั้น เต็มไปด้วยความเชื่อใจและความผูกพันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสนามรบและความตายมาด้วยกัน ความรักของพวกเขามิใช่ความหวานชื่นราวกับกวีบทน้อยในห้องหอ หากแต่มันคือเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเตาหลอมแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ หนักแน่น มั่นคง และพร้อมที่จะปกป้องซึ่งกันและกันจากคมหอกคมดาบของโลกหล้า ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูด้านนอกห้องทรงอักษรก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ “กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขององครักษ์เงาคนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “มีราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ประกาศแต่งตั้งให้แม่ทัพเว่ยหลางนำกองกำลังทหารสามหมื่นนายเดินทางไปปราบกบฏที่ชายแดนตะวันตกในทันที โดยไม่มีกำหนดกลับพ่ะย่ะค่ะ!” เว่ยหลางและจื้อเหยาสบตากันทันที ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาถึงสันหลัง ราชโองการฉบับนี้มิใช่คำสั่งทางทหารธรรมดา... แต่มันคือ "กับดักมรณะ" ที่ถูกส่งตรงมาจากฮ่องเต้ตามคำทูลยุยงของเสนาบดีหลี่ เพื่อตัดกำลังพลและแยกแม่ทัพผู้กุมอำนาจออกจากเมืองหลวงในจังหวะเวลาที่แผนการถอนรากถอนโคนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นพอดี! เว่ยหลางแค่นหัวเราะออกมาเบื้องต่ำ แววตาดุดั่งพยัคฆ์ไร้พ่ายลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ “ฮ่าๆๆ... ดูท่าทางเสนาบดีหลี่คงจะร้อนใจจนทนรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้เสียแล้วกระมังครับ” จื้อเหยาเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวบางกำเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ นางรู้ดีว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด หากเว่ยหลางปฏิเสธราชโองการ จะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏทันที แต่หากเขาเดินทางไปชายแดน เมืองหลวงแห่งนี้ก็จะตกอยู่ในกำมือของศัตรู และแผนการทั้งหมดที่เพียรสร้างมาแรมปีจะต้องพังทลายลงในชั่วข้ามคืน ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง พร้อมกับบานประตูไม้ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างของขันทีเฒ่าผู้มีใบหน้าขาวซีดราวกับศพก้าวเข้ามา พร้อมกับถือถาดรองไม้หอมที่มีจอกสุราเคลือบทองคำประดับอัญมณีวางอยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มอันน่าขนลุกปรากฏขึ้นที่มุมปากของขันทีเฒ่าผู้นั้น “แม่ทัพเว่ย... และกุนซือหลิน ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา พระราชทานสุราจอกนี้ เพื่ออวยพรให้ท่านเดินทางไปปราบกบฏอย่างราบรื่น... เชิญดื่มส่งท้าย ณ บัดนี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ” ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%