เสียงกระแทกของถ้วยชาเคลือบหยกกระทบโต๊ะไม้จันทน์แดงดังสนั่น กวาดเอาความเงียบงันภายในห้องโถงใหญ่ของกองบัญชาการทหารราบให้แตกกระเจิง น้ำชาสีอำพันร้อนกรุ่นกระฉอกเปรอะเปื้อนแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่เพิ่งร่างเสร็จ รอยด่างสีชาค่อยๆ ซึมซาบขยายวงกว้างราวกับรอยเลือดบนสนามรบ กลืนกินเส้นทางลำเลียงเสบียงของกองทัพอาชาเหล็กหายลับไปต่อหน้าต่อตา
"ท่านแม่ทัพเว่ยกระทำเกินไปแล้ว!"
เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวของซ่งหยวน ขุนนางฝ่ายบริหารผู้ดูแลคลังพัสดุหลวงดังลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางปักลายกิเลนสีทองสั่นเทิ้มด้วยความเคียดแค้น ดวงตาแข็งกร้าวแดงก่ำจ้องมองบุรุษผู้สวมชุดเกราะหนังสีดำสนิทที่ยืนสงบนิ่งดั่งภูผา
เว่ยหลางมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองไปยังรอยเปื้อนบนแผนที่ด้วยความเยือกเย็นราวกับผิวน้ำในฤดูหนาว นิ้วมือหนากำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนขุนนางรอบกายต่างหายใจไม่ทั่วท้อง
"เกินไปหรือ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขาม "เสบียงกองทัพที่ควรส่งถึงแนวหน้าเมื่อสามวันก่อน บัดนี้กลับไปกองอยู่จวนของตระกูลซ่งเพื่อเลี้ยงดูบ่าวไพร่และสุนัขจนอ้วนพี บุคคลใดกันแน่ที่เกินไป ข้าหรือท่าน?"
"บังอาจ!" ซ่งหยวนตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ชี้หน้าแม่ทัพหนุ่มด้วยความลืมตัว "ท่านมันก็เป็นแค่ไอ้ฆาตกรที่ใช้กำลังข่มเหงราชสำนัก! กองทัพต้องการเสบียงก็จริง แต่งบประมาณแผ่นดินไม่ได้มีไว้ให้พวกเจ้าผลาญเล่นตามอำเภอใจ! ข้าในฐานะผู้ดูแลพระคลังย่อมมีสิทธิ์จัดสรรตามความเหมาะสม..."
"ความเหมาะสมของท่านคือการอมเสบียงไว้สามส่วน และปล่อยให้ทหารหาญที่แนวหน้าต้องแทะรากไม้ประทังชีวิตอย่างนั้นหรือ?"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นจากความมืดบริเวณเสาต้นใหญ่ หลินจื้อเหยา ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ชายเสื้อคลุมสีเทาเข้มปักลายเมฆาเคลื่อนไหวพลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน นางยกพัดหยกขาวขึ้นเคาะฝ่ามือเบาๆ รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนเรียวปากช่างดูเยียบเย็นและเฉียบคมเสียยิ่งกว่าคมกระบี่
ซ่งหยวนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสตรีผู้นี้ แม้จะรู้ดีว่านางคือกุนซือคนสนิทที่เว่ยหลางไว้ใจที่สุด แต่ความอับอายและอำนาจในมือก็ทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง "แม่นางหลิน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า มันเป็นเรื่องการบริหารจัดการของฝ่ายพลเรือน เจ้าเป็นแค่กุนซือทหาร มีสิทธิ์อันใดมาชี้นำการคลังของแผ่นดิน"
หลินจื้อเหยาหยุดยืนเคียงข้างเว่ยหลาง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กในค่ายทหาร นางกวาดสายตามองเอกสารบัญชีที่วางกระจัดกระจายด้วยแววตาดุจดั่งพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อในกรง
"ข้าไม่มีสิทธิ์ในพระคลัง..." หลินจื้อเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นราวน้ำหนักค้อนที่ตอกลงบนหลุมศพ "แต่ข้ามีสิทธิ์ในหัวของท่าน หากท่านยังกล้าลงนามอนุมัติงบประมาณสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ด้วยเงินภาษีเลือดเนื้อของราษฎรในยามที่บ้านเมืองกำลังเผชิญศึกสงคราม"
นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อโยนลงบนโต๊ะ เล่มบัญชีเปิดอ้าออกเผยให้เห็นตัวเลขการเบิกจ่ายอันเป็นเท็จที่ซ่งหยวนพยายามปกปิดมานานแรมปี ลายมือและตราประทับส่วนตัวปรากฏเด่นชัดจนขุนนางเฒ่าหน้าถอดสี เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากจนชุ่มโชก
เว่ยหลางเหลือบมองหญิงสาวข้างกายชั่วพริบตา แววตาที่เคยแข็งกระด้างอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด เขารู้ดีว่าหลินจื้อเหยาเหน็ดเหนื่อยเพียงใดกับการรวบรวมหลักฐานเหล่านี้ นางเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องความยุติธรรมที่เขาโหยหามาตลอดชีวิต
"ซ่งหยวน" เว่ยหลางก้าวเข้าไปหาชุนนางเฒ่าทีละก้าว ฝ่ายหลังถอยหลังก้นชนเก้าอี้ด้วยความหวาดกลัว "เจ้าเลือกทางเดินเอาเองก็แล้วกัน จะยอมส่งมอบบัญชีที่แท้จริงและคายเสบียงทั้งหมดคืนสู่ค่ายทหารแต่โดยดี หรือจะให้กระบี่เล่มนี้ของข้า เป็นผู้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเจ้าแทน"
ปลายกระบี่สีนิลถูกชักออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว แสงประกายวาววับสะท้อนเข้ากับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของซ่งหยวน ความกดดันมหาศาลจากสนามรบจริงที่เว่ยหลางผ่านพ้นมานับครั้งไม่ถ้วนโถมเข้าใส่จนขุนนางเฒ่าทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหมดแรง
"ข้า... ข้าจะทำ..." ซ่งหยวนละล่ำละลักละลาน เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ข้าจะคืนเสบียงทั้งหมด... ขอท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิต..."
เว่ยหลางแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ เก็บกระบี่เข้าฝักอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อสะสางงานยุทธศาสตร์ต่อ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากภายนอกประตูค่าย ทหารยามนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าด้วยเนื้อตัวที่เปียกชุ่มไปด้วยหิมะละลาย
"เรียนท่านแม่ทัพ! มี... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวงพญาอินทรี!"
ทหารผู้นั้นยื่นม้วนพระราชโองการที่ประทับตราครั่งสีชาดด้วยมือที่สั่นเทา เว่ยหลางรับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่หลินจื้อเหยาที่ยืนอยู่ข้างกายกลับสังเกตเห็นประกายความผิดปกติในแววตาของทหารผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
เว่ยหลางคลี่ม้วนกระดาษออกอ่าน สายตาคมกวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกดำสนิท ทันใดนั้น ร่างกายของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อคมหอกคมดาบกลับนิ่งงันไปชั่วขณะ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม
"มีอะไรหรือครับ?" หลินจื้อเหยาเอ่ยถามด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดีนัก
เว่ยหลางมิได้ตอบคำถาม เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นให้นาง ทว่าดวงตาคมกลาบเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้จนถึงขีดสุด
บนพระราชโองการฉบับนั้น หาใช่คำสั่งแต่งตั้งหรือโยกย้ายกำลังพลไม่... แต่มันคือราชโองการปลดเว่ยหลางออกจากตำแหน่งแม่ทัพบูรพา พร้อมทั้งคำสั่งให้นำตัวหลินจื้อเหยาเข้าสู่ตำหนักในฐานะเชลยการเมืองในข้อหาสมคบคิดกับกบฏ!
และในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม ประตูห้องโถงก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายที่กรูเข้ามาปิดล้อมทุกทางหนี นำโดยขันทีเฒ่าผู้มีรอยยิ้มเย็นเยียบราื่องูพิษ ซึ่งก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับราชโองการลับอีกฉบับในมือ...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 22
รอยร้าวที่ขยายตัว
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!