กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับมิได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับของจวนแม่ทัพผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
"พวกเขาไม่ได้ตกลหลุมพรางที่เราขุดไว้... แต่กำลังใช้หลุมนั้นฝังกลบพวกเราต่างหาก"
สุ้มเสียงของหลินจื้อเหยาเรียบสนทนาราวกับกำลังเอ่ยถึงดินฟ้าอากาศ แต่นิ้วเรียวที่กำลังบรรจงวางหินหยกสีดำลงบนกระดานกระดูกสัตว์กลับสั่นระริกเล็กน้อย นางป้องมือซ่อนความไหววับในแววตาไว้ใต้แสงเทียนวับแวม ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าแพรปักลายเมฆสีครามเข้มดูราวกับภาพวาดโบราณที่ถูกแต่งแต้มด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง
แม่ทัพเว่ยหลางไม่เอ่ยวาจาใด ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิททอดพระเนตร—มิใช่สิ ทอดสายตามองแผ่นกระดานตรงหน้าอย่างพิจารณา ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผานั้นเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬกวาดมองหินสีขาวที่ถูกฝ่ายตรงข้ามปิดล้อมจนมุมอับอย่างไร้ทางหนที
แผนการตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงที่ตระกูลหลี่ร่วมมือกับขุนนางฝ่าย A รั่วไหล แถมยังถูกตลบหลังด้วยการส่งกองกำลังศัตรูเข้าโอบล้อมคลังเสบียงสำรองที่อำเภอชิงหนานในเวลาไล่เลี่ยกัน นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ... นี่คือการตอบโต้อย่างแม่นยำราศีกระบี่ที่ปักลงกลางหัวใจ
"ดูท่าเสนาบดีหลี่จะมิได้โง่เขลาเบาปัญญาอย่างที่ข่าวลือว่าไว้กระมัง" เว่ยหลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งก้อนหินกระทบก้นลำธาร ทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายเยือกเย็นลงถนัดตา "หรืออาจกล่าวได้ว่า... มีหนอนบ่อนไส้ที่รู้แผนการของเราทุกฝีก้าว"
จื้อเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ดวงตาดอกท้อคู่สวยไหววับ นางรู้ดีว่าคำว่า 'หนอนบ่อนไส้' นั้นกระทบกระเทือนจิตใจเขาเพียงใด ตระกูลเว่ยของแม่ทัพหนุ่มเคยถูกหักหลังโดยคนสนิทจนต้องสูญเสียมารดาและสิทธิ์ในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬมาแล้วครั้งหนึ่ง แผลเป็นในอดีตนั้นไม่เคยเลือนหาย มีแต่จะถูกกรีดซ้ำให้ลึกขึ้นในยามที่บ้านเมืองระอุด้วยไฟการเมือง
"ท่านแม่ทัพกำลังสงสัยผู้ใดในกองเสบียง หรือกำลังสงสัยข้าพเจ้ากันแน่?" จื้อเหยาเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเย้าหยวนแกมท้าทายเล็กน้อยเพื่อทำลายความตึงเครียด แม้ในใจจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก
เว่ยหลางขยับตัวเข้าใกล้ รัศมีอันกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาประจำตัวโชยเข้าจมูกหญิงสาว มือหนาเอื้อมไปกุมมือซ้ายของนางที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ แววตาที่มองมานั้นทั้งดุดันและล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง "หากเจ้าเป็นหนอนบ่อนไส้ ป่านนี้หัวของข้าคงไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงแล้วกระมัง จื้อเหยา... เจ้าฉลาดเกินกว่าจะเป็นเบี้ยให้ใครใช้สับเปลี่ยน"
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมกระชับทำให้นางชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นระรัวสงบลงครู่หนึ่งภายใต้การปกป้องอันเงียบงันนี้ ความรักความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุการเมืองช่างเปราะบางและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน พวกเขาคือสองวิญญาณที่ถูกจองจำไว้ด้วยความแค้นและหน้าที่ ไร้ซึ่งคำหวานซึ้ง มีเพียงการพึ่งพาอาศัยและสายตาที่เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
"แต่การตอบโต้ครั้งนี้รวดเร็วเกินไป..." จื้อเหยาเบนสายตากลับไปยังกระดานหมาก ลอบถอนหายใจยาว "พวกมันไม่ได้แค่รู้แผน แต่พวกมันกำลังจัดฉากให้เราเดินเข้าหาความพินาศด้วยตนเอง หากกองทัพเสบียงที่ชิงหนานแตกพ่าย กองทัพอาชาเหล็กของท่านที่ชายแดนเหนือจะอดอยาก และเมื่อนั้น... ราชสำนักจะมีข้ออ้างในการปลดท่านออกจากตำแหน่งแม่ทัพโดยชอบธรรม"
สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด หากเคลื่อนไหวผิดพลาดเพียงก้าวเดียว ศัตรูจะไม่เพียงแค่บดขยี้พวกเขา แต่จะถอนรากถอนโคนตระกูลเว่ยและล้างบางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้สิ้นซาก
ในขณะที่ทั้งสองกำลังประเมินสถานการณ์และคิดค้นหมากตาต่อไปเพื่อพลิกเกม เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องหนังสือลับ ตามด้วยเสียงเคาะสามครั้งเป็นจังหวะที่นัดหมายไว้—สัญญาณฉุกเฉินจากหน่วยข่าวกรองลับ
เว่ยหลางส่งสัญญาณให้จื้อเหยาหลบไปที่ฉากกั้นไม้แกะสลักลายดอกเหมย ก่อนที่เขาจะตวัดมือเปิดประตูออก
ทหารองครักษ์ในชุดเกราะเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนและหอบหายใจสะท้าน Kุกเข่าลงแทบเท้าทันที ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด
"เรียนท่านแม่ทัพ... เกิดเหตุใหญ่แล้วขอรับ!"
"ตั้งสติแล้วรายงานมา เกิดอะไรขึ้นที่ชิงหนาน?" เว่ยหลางเอ่ยเสียงต่ำ ดุดันราวกับพญาเสือที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
"กองกำลังไม่ทราบฝ่ายสวมชุดเกราะทหารหลวงเข้าโจมตีคลังเสบียงเมื่อยามอิ่วที่ผ่านมา... แต่..." ทหารองครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พวกมันไม่ได้เผาทำลายเสบียงอย่างที่คาดการณ์ไว้..."
จื้อเหยาที่หลบอยู่หลังฉากกั้นขมวดคิ้วมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างสังหรณ์ใจประหลาด หากไม่ได้เผาเสบียง แล้วพวกมันทำอะไร?
"พูดต่อ!" เว่ยหลางตวาดกร้าว แววตาดุร้ายฉายแววสังหาร
"พวกมัน... พวกมันนำ 'โลงศพ' เจ็ดโลงมาวางไว้กลางลานคลังเสบียง ในโลงบรรจุร่างของแม่ทัพรองหลี่และนายกองฝ่ายเราที่เพิ่งส่งไปตรวจราชการเมื่อสามวันก่อน ทุกศพถูกควักหัวใจออกไป และบนฝาโลงสลักตราประทับลับ... ตราประทับขององค์ชายรองขอรับ!"
สิ้นคำรายงานนั้น บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับก็ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที
องค์ชายรองผู้กุมอำนาจในราชสำนักและเป็นศัตรูตัวฉกาจของเว่ยหลาง ไม่เพียงแต่รู้ทันแผนการทั้งหมด แต่ยังส่งสาส์นเลือดมาท้าทายถึงถิ่นอย่างเปิดเผย เป็นการประกาศสงครามขั้นแตกหักที่ไม่มีวันหวนกลับ
เว่ยหลางยืนนิ่งราศีก้อนหินผา ทว่าเส้นเลือดที่ขมับกลับเต้นตุบๆ มือใหญ่ที่กำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงลมพายุภายนอกก็โหมกระหน่ำพัดหน้าต่างห้องหนังสือให้เปิดผางออก สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดเข้ามาปะทะใบหน้าคมคาย และก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะทันได้เอ่ยวาจาใด เสียงกงจักรโลหะพุ่งแหวกอากาศก็ดังขึ้นพร้อมกับลูกดอกอาบยาพิษที่ปักเข้ากับขอบประตูไม้ห่างจากร่างของเขาเพียงคืบเดียว!
บนลูกดอกมีกระดาษแผ่นเล็กม้วนผูกไว้ด้วยด้ายสีแดงชาด เว่ยหลางก้าวเข้าไปดึงมันออกมาช้าๆ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือตวัดดุดันไม่เกรงกลัวผู้ใด
*‘หมากตานี้... ท่านแม่ทัพจะเดินต่ออย่างไร หรือจะยอมคุกเข่ารอความตายในจวนของตนเอง?’*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 23
แผนการณ์ที่ล้มเหลว
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!