ตราประทับหยกขาวสลักลายพยัคฆ์คำรามกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมเสียงดังสนั่น กลิ่นหมึกชาดชั้นดีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายความเย็นเยียบของราชสำนักที่แปรเปลี่ยนเป็นสนามรบอย่างไร้เสียงโลหะกระทบกัน
"ท่านแม่ทัพเว่ย... พระราชโองการฉบับนี้ มิได้เขียนด้วยหมึกพู่กัน หากแต่เขียนด้วยเลือดของขุนนางเจ็ดสิบชีวิตที่ท่านลักลอบติดต่อกับแคว้นเป่ยซี เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่"
เสียงของขันทีเฒ่าผู้กุมม้วนราชโองการสีเหลืองทองสั่นเครือ มิใช่เพราะความหวาดกลัวต่อบุรุษผู้ยืนตระหง่านเบื้องหน้า หากแต่เป็นเพราะแรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านมาจากร่างสูงสง่าในชุดเกราะทมิฬที่ยังไม่ทันได้ปลดออกด้วยซ้ำ
เว่ยหลางมิได้สะท้านสะเทือน นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองข้อความพาดพิงในกระดาษแผ่นนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์
"ติดต่อกับแคว้นเป่ยซี?" น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังสำริดดังขึ้น ควบคุมความนิ่งสงบได้อย่างน่าประหลาด "กองทัพอาชาเหล็กของข้าเหยียบย่ำดินแดนเป่ยซีจนราบคาบ ข้าเป็นผู้ถอนรากถอนโคนราชวงศ์ของพวกมันด้วยมือคู่นี้ เหตุใดข้าต้องเจรจากับซากศพที่ข้าฝังไว้ด้วยเล่า"
"หลักฐานมัดตัวแน่นหนา พยานบุคคลคือแม่ทัพรองผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านเอง ยอมรับเสียเถอะท่านเว่ย ความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อราชบัลลังก์ บัดนี้ได้กลายเป็นเถ้าธุลีไปเสียแล้ว"
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนแม่ทัพ บรรยากาศตึงเครียดเสียจนราวกับเส้นด้ายที่ขึงตึงจนถึงขีดสุด หากมีใครดีดนิ้วเพียงเบาๆ เส้นด้ายนั้นย่อมขาดผึ่งและนำมาซึ่งความหายนะทันที
ในมุมมืดของฉากกั้นลายปักไหมทอง หลินจื้อเหยาซ่อนตัวอยู่หลังม่านบังตา มือเรียวบางที่กำถ้วยชาอุ่นๆ สั่นเทาเล็กน้อย นางมองลอดผ่านช่องว่างของผ้าแพร เห็นแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตรงอย่างสง่างามของเว่ยหลาง หัวใจของนางกระตุกวูบราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น
*นี่คือแผนการ... แผนการที่ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างประณีตเพื่อทำลายเขาให้สิ้นซากโดยไม่ต้องใช้กองทหาร*
จื้อเหยาขบกรามแน่นจนริมฝีปากแทบไร้สีเลือด นางรู้ดีว่าใครเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง หมากตานี้ช่างเหี้ยมเกรียมและลึกล้ำนัก พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ปลดอำนาจแม่ทัพเว่ยหลาง แต่ต้องการตัดหัวใจและวิญญาณของเขาให้แหลกสลายคาแท่นประหาร
"ข้าขอตัวไปชำระล้างร่างกายก่อนรับโทษทัณฑ์ตามพระราชโองการ" เว่ยหลางกล่าวด้วยน้ำจืดเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับว่าราชโองการประหารชีวิตนั้นเป็นเพียงประกาศิตเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
"ท่านเว่ย! ระวังอย่าได้คิดหลบหนีเป็นอันขาด กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรล้อมจวนไว้หมดแล้ว แม้แต่ปีกนกก็บินหนีไม่พ้น!" ขันทีเฒ่าตะโกนไล่หลัง
เว่ยหลางสาวเท้าเดินผ่านม่านบังตาช้าๆ ฝีเท้าของเขามั่นคงหนักแน่น เขากวาดสายตาเข้ามาในมุมมืดเพียงชั่วพริบตา แววตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยความห่วงหาอาทรลึกซึ้งที่ส่งผ่านความเงียบงันมายังสตรีที่ซ่อนตัวอยู่
เมื่อประตูห้องชั้นในปิดลง จื้อเหยาจึงก้าวออกมาจากเงาดốcมืด นางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนกในอก สมองอันปราดเปรื่องเริ่มหมุนวนคำนวณหมากทุกกระดานอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำเชี่ยว
"จื้อเหยา..." เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ร่างบางชะงัก
เว่ยหลางไม่ได้เดินเข้าห้องนอน แต่เขายืนพิงกรอบประตูห้องโถง สายตาคมปلاบมองนางด้วยความอ่อนโยนที่สงวนไว้ให้เพียงผู้เดียว มือใหญ่เอื้อมออกไปจับปอยผมที่หลุดลุ่ยของนางทัดหูไว้อย่างเบามือ
"ท่านไม่อยควรออกมา..." นางกระซิบเสียงเครือ น้ำตาคลอหน่วยในดวงตางามอย่างสุดจะกลั้น
"ข้ากลัวว่าหากไม่มองเจ้าตอนนี้ ต่อไปอาจไม่มีโอกาสอีก" เว่ยหลางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของกุนซือสาวเจ็บปวดร้าวราญ "เจ้าจจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่ จื้อเหยา... ไม่ว่าแผ่นดินจะพลิกคว่ำหรือราชบัลลังก์จะสั่นคลอน หัวใจของข้ามีเพียงเจ้าผู้เดียว"
"ข้าไม่ยอมให้ท่านตาย!" จื้อเหยาจับข้อมือหนาแน่น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือของเขา "นี่คือแผนการของเสนาบดีหลี่ มันต้องการให้ท่านรับผิดเพื่อยึดครองอำนาจทหาร ข้าเตรียมทางหนีไว้แล้ว เราจะออกจากเมืองหลวงคืนนี้..."
เว่ยหลางส่ายหัวช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มนวลของนางอย่างทะนุถนอม
"หากข้าหนี ความผิดฐานกบฏจะถูกตอกย้ำ ตระกูลเว่ยที่บรรพบุรุษสร้างมาจะแปดเปื้อนชั่วกาลนาน ข้าเป็นแม่ทัพ จะตายต้องตายอย่างผู้บริสุทธิ์ หาใช่สุนัขลักลอบหนีภัย"
"แต่ว่า..."
"เชื่อใจข้า" เว่ยหลางกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางเนิ่นนาน ราวกับต้องการประทับความทรงจำทั้งหมดที่มีไว้ชั่วนิรันดร์ "เจ้ายังมีภารกิจต้องทำ ความจริงเรื่องการตายของตระกูลเจ้ายังไม่กระจ่าง จงซ่อนตัวต่อไป อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าเกี่ยวข้องกับข้า"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าจวน พร้อมกับเสียงพังประตูรั้วไม้สนเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ขันทีเฒ่าพร้อมด้วยกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรบุกเข้ามาในโถงรับรอง แสงคบเพลิงสว่างจ้าสะท้อนกับคมดาบระยิบระยับ ขันทีเฒ่ายกราชโองการสำรองขึ้นประกาศด้วยเสียงแหลมสูง
"จับกุมตัวกบฏเว่ยหลางและผู้สมรู้ร่วมคิดทันที! ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร!"
เว่ยหลางผละตัวออกจากจื้อเหยาช้าๆ เขายืดกายขึ้นตระหง่านดั่งขุนเขา ปล่อยให้องครักษ์นับสิบกรูเข้ามาใช้โซ่ตรวนเหล็กกล้าล็อกแขนทั้งสองข้างไว้โดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้าอย่างเยือกเย็น
ทว่า ก่อนที่ร่างสูงจะถูกคุมตัวออกไป พลันมีเสียงฝีเท้าม้าควบตะบะเข้ามาหยุดที่หน้าจวนอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงประกาศก้องที่ทำให้ทุกลมหายใจในห้องโถงต้องหยุดชะงัก
"ราชโองการด่วนจากตำหนักใน! พระพันปีหลวงมีรับสั่ง... ให้ประหารชีวิตแม่ทัพเว่ยหลาง ณ ลานประหารประตูทักษิณ *ณ ยามสามคืนนี้ทันที!*"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 24
เมื่อความหวังริบหรี่
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!