ปลายนิ้วเรียวยาวที่จุ่มลงในหมึกจีนสีชาดหยุดนิ่งค้างอยู่เหนือกระดาษฟูซานแผ่นบาง หยดหมึกสีแดงเข้มราวกับหยดเลือดค่อยๆ ซึมลามแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างบนเนื้อกระดาษชั้นดี ราวกับรอยแผลเป็นที่ถูกเปิดออกโดยไม่ตั้งใจ
หลินจื้อเหยาถอนหายใจยาวออกมาแผ่วเบา นางละสายตาจากเอกสารราชการลับที่กองสุมอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม หันไปมองเงาร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าต่างบานแกะสลัก
ยามวิกาลเช่นนี้ เสียงหรีดหร่ำเรไรกรีดกรายกังวนอยู่ภายนอก ทว่าภายในห้องหนังสือกลับเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน
แม่ทัพเว่ยหลางมิได้หันกลับมามองนาง เขายังคงทอดสายออกไปเบื้องนอก ปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินอาภรณ์สีนิลสนิทของตนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับรัตติกาล แผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นแบกรับภาระอันหนักอึ้งของกองทัพอาชาเหล็กและชะตากรรมของแผ่นดิน ทว่าในยามนี้ มันกลับดูโดดเดี่ยวและเปราะบางอย่างประหลาดในสายตาของกุนซือสาว
"ท่านแม่ทัพกังวลเรื่องฎีกาจากเมืองหลวง หรือกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่องครักษ์เงามารายงานเมื่อหัวค่ำกันแน่ครับ"
สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบของหลินจื้อเหยาทำลายความเงียบงันลง นางเอ่ยถามด้วยท่าทีที่ยังคงรักษาระยะห่างตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
เว่ยหลางค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสำริดสะท้อนลงบนดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้น แววตาที่มักจะเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งในยามออกศึก บัดนี้กลับเจือด้วยประกายระอุบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงสะท้อนก้องในความเงียบ
"ข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องราชสำนัก หรือกลอุบายใดๆ ของพวกขุนนางกังฉินเหล่านั้นเลยสักนิด"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แววตาของแม่ทัพหนุ่มจดจ้องตรงมายังใบหน้างามที่ซ่อนอยู่ภายใต้แสงสว่างอันสลัวลาง "ข้ากำลังคิดว่า... เหตุใดสตรีผู้หนึ่งจึงยอมเอาชีวิตและอนาคตของตนเองเข้ามาเสี่ยงในวังวนแห่งอำนาจนี้ เพียงเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ตระกูลที่ล่มสลายไปแล้ว... จื้อเหยา เจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือ"
คำถามนั้นมิได้แฝงไว้ด้วยการสอบสวน ทว่ามันกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นมาเนิ่นนาน
หลินจื้อเหยาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางวางพู่กันในมือลงอย่างช้าๆ แล้วลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะตามธรรมเนียม
"ความแค้นของตระกูลหลินเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามข้าไว้กับอดีต หากข้าไม่ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรม วิญญาณของบรรพบุรุษคงไม่สงบสุข... หน้าที่ของข้าคือการเดินหมากเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ไม่เคยเสียใจครับ"
"รวมถึงชีวิตของเจ้าด้วยงั้นหรือ" เว่ยหลางสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางอย่างไร้ซุ่มเสียง กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชว์เข้าจมูกจนกุนซือสาวต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว ทว่าแผ่นหลังของนางกลับชนเข้ากับชั้นหนังสือไม้เนื้อแข็งเสียแล้ว
แม่ทัพหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งยันขอบชั้นหนังสือไว้ กักขังร่างบอบบางให้อยู่ในอาณาเขตของตน ก้มลงมองสตรีตรงหน้าด้วยระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น
"ท่านแม่ทัพ..." หลินจื้อเหยาเงยหน้าขึ้นสบตา เขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวในอกอย่างไม่เป็นจังหวะ มันมิใช่ความหวาดกลัวต่ออำนาจของแม่ทัพผู้เกรียงไกร แต่เป็นความตื่นตระหนกต่อความใกล้ชิดที่เกินเลยกว่าขอบเขตของนายเหนือหัวและที่ปรึกษา
"ข้าไม่ยอมให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เด็ดขาด" เว่ยหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันและจริงจัง ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของนาง "ข้าสูญเสียครอบครัวเพราะการหักหลังมามากพอแล้ว... และข้า... จะไม่มีวันยอมสูญเสียเจ้าไปอีกคนเป็นอันขาด"
คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งหินผา ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักที่พร้อมจะพัดพาชีวิตของพวกเขากลับตาลปัตรได้ทุกเมื่อ หัวใจของหลินจื้อเหยาไหววูบอย่างรุนแรง กำแพงป้องกันความรู้สึกที่นางสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางสายลมยามวิกาลที่หนาบหนเหน็บ
นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามควบคุมความสั่นไหวของน้ำเสียง "ท่านแม่ทัพ... ท่านไม่ควรเอาความรู้สึกมาผูกติดกับหมากตัวหนึ่งเช่นข้า..."
"เจ้าไม่ใช่หมาก!" เว่ยหลางสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน "เจ้าคือสตรีคนเดียวที่อยู่ในใจของข้า... ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าก้าวเข้ามาในค่ายทหารแห่งนั้นแล้ว"
มือหนาเอื้อมออกไปแตะลงบนแก้มเนียนนุ่มอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน หลินจื้อเหยาหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยนนั้น หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเจ็บปวดในอดีตและความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาเนิ่นนานราวกับได้รับการเยียวยาด้วยความอบอุ่นจากมือคู่นี้
ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังจะปะทุ ความรักอันหนักหน่วงและมั่นคงได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันราวกับรากไม้ที่ชอนไชลึกลงไปในแผ่นดินอันแห้งผาก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและอบอวลไปด้วยความรู้สึกอันเปราะบาง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและร้อนรน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของรองแม่ทัพจ้าวตะโกนทะลุประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "สายรายงานด่วนจากเมืองหลวง... พระราชโองการลับฉบับใหม่ถูกส่งตรงมาถึงค่ายพักของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เว่ยหลางชักมือกลับทันที แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนกลับเป็นความเยือกเย็นและเฉียบคมดั่งเดิมในเสี้ยววินาที เขากวาดสายตามองหน้าหลินจื้อเหยาที่พยักหน้ารับรู้ด้วยสติปัญญาอันฉับไว
แม่ทัพหนุ่มหันหลังเดินไปที่โต๊ะทำงาน พร้อมๆ กับที่ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท รองแม่ทัพจ้าวพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นกลัว มือทั้งสองข้างประคองกล่องไม้ประทับตราลับสีชาดขึ้นเหนือหัว
"พระราชโองการระบุว่าอย่างไร" เว่ยหลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนคนฟังต้องสะท้าน
"ฝ่าบาททรงมี... พระราชโองการด่วนที่สุด..." รองแม่ทัพจ้าวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงสั่นเครือ "สั่งปลดท่านแม่ทัพออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพอาชาเหล็ก... และ... ให้ควบคุมตัวกุนซือหลินจื้อเหยา ส่งเข้าคุกหลวงในข้อหากบฏทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 20
สายลมยามวิกาล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!