เสียงกระเบื้องเคลือบสีครามลั่นเปรี๊ยะ เมื่อปลายนิ้วแกร่งของแม่ทัพเว่ยหลางออกแรงกดลงบนถ้วยชาจนร้าวราก ปลายของเศษกระเบื้องบาดลึกเข้าสู่เนื้อผิวจนหยดโลหิตสีชาดไหลซึมผสมปนเปไปกับน้ำชาอุ่นร้อนในถ้วย แต่บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าอาชาเหล็กหาได้แสดงความเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาสีพญาอินทรีคู่นั้นยังคงจดจ้องมองม้วนบันทึกเก่าคร่ำครึที่เพิ่งถูกค้นพบจากหีบไม้จันทน์หอมใต้ถุนตำหนักร้าง
ม้วนบันทึกแผ่นนั้น... คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยเล่ห์กลของอำนาจมืดเมื่อสิบห้าปีก่อน
"ท่านแม่ทัพ บาดแผลของท่าน..." เสียงทุ้มนุ่มที่มักจะเจือด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันเช่นเคย ดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลินจื้อเหยา ก้าวเข้ามาในห้องโถงมืดสลัวด้วยฝีก้าวแผ่วเบาดั่งปุยเมฆ นางสวมอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินบริสุทธิ์ ขับเน้นให้ร่างระหงดูสง่างามทว่าเปราะบางในยามที่แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก
เว่ยหลางไม่แม้แต่จะชายตามองแผลที่มือ เขาวางม้วนบันทึกแผ่นนั้นลงบนโต๊ะไม้กฤษณา เสียงกระดาษเก่าเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความตายและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องทรงอักษรแห่งนี้
"เจ้าคงไม่ต้องเสแสร้งเล่นละครตบตาข้าอีกต่อไปแล้วกระมัง... คุณหนูหลิน หรือว่าข้าควรจะเรียกว่าทายาทคนสุดท้ายของราชสำนักเก่าผู้ล่มสลายดีเล่า?"
น้ำเสียงของเว่ยหลางราบเรียบ เยือกเย็น และคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ ทว่าหัวใจของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อกองทัพนับแสน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกมา ความรู้สึกเจ็บปวดผสมผสานกับความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะนางเป็นกบฏ แต่เป็นเพราะ... สตรีผู้กุมหัวใจเขามาตลอด กลับมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันกับโศกนาฏกรรมที่เขาตามหาคำตอบมาค่อนชีวิต
จื้อเหยาชะงักฝีก้าว รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนมุมปากมาตลอดเลือนหายไปในพริบตา ดวงตาคู่คมที่เคยระยิบระยับด้วยปัญญาและความเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับไหววูบราวกับเปลวเทียนยามต้องสายลมหนาว นางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
"ท่านรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่..." น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความร้าวรากที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน
"ตั้งแต่วันที่เจ้าใช้ค่ายกลแปดทิศช่วยชีวิตข้าที่หุบเขาอัสดง..." เว่ยหลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่ซ่านไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัว เขาเดินเข้าไปใกล้นางทีละก้าว ชายผ้าคลุมสีดำสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว "มีเพียงคนสกุลหลินแห่งหอตำราหลวงเท่านั้น ที่สืบทอดค่ายกลโบราณนี้มาแต่บรรพบุรุษ... เจ้าเข้ามาอยู่ข้างกายข้า เข้ามาในกองทัพอาชาเหล็ก เป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าคือการใช้มือของข้าล้างแค้นให้ตระกูลหลิน หรือเพื่อรื้อฟื้นบัลลังก์ที่ล่มสลายกันแน่!"
ประโยคมือถือสากปากถือศีลถูกปัดเป่าทิ้งจนหมดสิ้น ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง รัศมีรอบตัวของคนทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร ทว่าเบื้องหลังความแข็งกร้าวของเว่ยหลาง กลับซ่อนเร้นความหวาดกลัวลึกๆ ที่ไม่ยอมให้ใครล่วงรู้... กลัวว่าสตรีที่เขามอบใจให้ จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือ
จื้อเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่ติดกายหล่อนลอยมาแตะจมูกเว่ยหลาง นางไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว กลับยกมือขึ้นเรียบร้อยประสานกันไว้ที่หน้าท้องตามธรรมเนียมของสตรีสูงศักดิ์ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยในดวงตาคู่สวย
"ท่านแม่ทัพเว่ย... ท่านมองข้าเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ หรือ?" จื้อเหยาเอמהด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าข้าต้องการเพียงแค่การแก้แค้น ถ้าข้าต้องการใช้ท่านเป็นเครื่องมือไต่เต้าสู่อำนาจ เหตุใด... ในคืนที่ท่านถูกพิษกู่สยบโลหิตกำเริบจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจึงยอมใช้โลหิตใน10ปีของตนเองเป็นตัวหลอมยาถอนพิษให้ท่านเล่า?"
เว่ยหลางชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภาพความทรงจำในคืนหิมะโปรยปรายเมื่อสองปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ในยามที่เขาใกล้ตายและสูญเสียสติสัมปชัญญะ มีสตรีคนหนึ่งโอบกอดร่างอันเย็นเฉียบของเขาไว้ ยอมให้คมมีดกรีดลงบนข้อมือเพื่อให้โลหิตอุ่นๆ ไหลเข้าสู่ปากของเขาเพื่อยื้อชีวิตไว้... เป็นนางคนนี้เองหรอ?
"ท่านฉลาดล้ำเลิศในเรื่องกลศึก แต่ท่านกลับโง่เขลาในเรื่องของหัวใจ" จื้อเหยาขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ปลายนิ้วเรียวยื่นออกไปแตะลงบนรอยแผลที่ฝ่ามือของเว่ยหลางอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของนางส่งผ่านเข้าสู่ผิวเนื้อ ตัดผ่านความเย็นชาทั้งหมดในห้องหอ "ข้าเข้ามาในกองทัพของท่าน เพื่อสืบหาความจริงเรื่องการตายของตระกูลก็จริง... แต่วันที่ข้าก้าวเข้ามาในชีวิตท่าน ข้าไม่เคยคิดเลยว่า หัวใจดวงนี้จะถูกกักขังไว้ในกำมือของแม่ทัพผู้เยือกเย็นคนนี้เสียแล้ว"
คำสารภาพอันหนักแน่นดั่งหินผานี้ หลุดออกมาจากริมฝีปากของกุนซือหญิงผู้ซ่อนตัวอยู่ใต้เงา เว่ยหลางรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางอก ความระแวงสงสัยทั้งปวงมลายหายสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่าในหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน
เขายื่นมือออกไปหมายจะโอบกอดร่างระหงเข้าสู่้อ้อมอก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
*ปัง!*
ประตูไม้สักบานใหญ่ของตำหนักถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวพรูเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขา ละอองฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับเงาร่างในชุดเกราะสีทองอร่ามที่ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ
"ฮ่าๆๆๆ เยี่ยมยอด! ช่างเป็นภาพคู่รักที่ซาบซึ้งใจเสียจริงท่านแม่ทัพเว่ย!"
เสียงหัวเราะกังวานอย่างเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวขององค์ชายรองผู้กุมอำนาจราชสำนักในปัจจุบัน ในมือของพระองค์ถือราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับด้วยตราหยกแผ่นใหญ่ สายตาคมปลาทูคู่นั้นกวาดมองม้วนบันทึกตระกูลหลินบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ
"ในเมื่อพวกท่านสารภาพความจริงกันหมดแล้ว เช่นนั้น... ก็จงไปสะสางความแค้นกันต่อในปรโลกเถอะ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 19
ความลับใต้รอยยิ้ม
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!