แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 18

โฉมหน้าของมิตร

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอYินที่ลอยอวลอยู่เหนือโต๊ะไม้จันทน์แกะสลัก ไม่สามารถกลบกลิ่นอายความหวาดระแวงที่อบอวลหนาแน่นภายในห้องโถงลับของจวนสกุลเว่ยได้เลยแม้แต่น้อย "ข้าไม่คิดเลยว่า ขุนนางผู้เฒ่าผู้เคยประกาศตัวเป็นกลางดั่งภูผาศิลา จะส่งจดหมายฉบับนี้มาถึงมือท่านแม่ทัพด้วยตนเองในยามวิกาลเช่นนี้" เสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมดังขึ้นจากมุมมืด หลินจื้อเหยา ในอาภรณ์สีเทาเข้มกลมกลืนกับเงาไม้ นางค่อยๆ วางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหมึก สายตาสงบนิ่งทอดมองแผ่นกระดาษสาเนื้อดีที่กางอยู่เบื้องหน้า บนนั้นมีลายมือหวัดแกแกมสะบัดด้วยความร้อนรน เป็นสาส์นจาก 'เสนาบดีซ่ง' ผู้กุมเสียงส่วนใหญ่ในราชสำนักฝั่งขวา—ผู้ซึ่งเพิ่งประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนองค์ชายรองไปหมาดๆ แม่ทัพเว่ยหลางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูง แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งทวนเหล็กไร้พ่าย ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองกองเพลิงที่ลุกโชนในเตาผิงสำริด แสงสีส้มสาดส่องกระทบสันกรามคมคายและโครงหน้าเยือกเย็น เขาไม่แม้แต่จะชายตามองกระดาษแผ่นนั้นอีก เพราะเนื้อความภายในถูกสลักฝังลงในความทรงจำของเขาเรียบร้อยแล้ว "ความโลภและความกลัว... มักเป็นสหายสนิทกันเสมอ จื้อเหยา" เว่ยหลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราวก้อนน้ำแข็งกระทบกันในถ้วยกระเบื้อง "ยามที่ลมเปลี่ยนทิศ เหล่าไม้ใหญ่ที่เคยโน้มตามกระแสย่อมต้องรีบรากถอนเพื่อเอาตัวรอด เสนาบดีซ่งไม่ได้เลือกข้างเพราะคุณธรรม... เขาเพียงแต่มองเห็นว่าหัวมังกรกำลังจะขาดออกจากร่างต่างหาก" จื้อเหยาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนประจำกายของนางลอยแตะนาสิกของเว่ยหลาง นางก้มลงมองพู่กันและรอยหมึกบนกระดาษ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของนางไหววับดั่งผิวน้ำในคืนเดือนมืดที่ซ่อนกระแสน้ำเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง "แต่การเลือกข้างของเขาในยามนี้ มีน้ำหนักเท่ากับกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูคลังเสบียงและกองกำลังประจำเมืองหลวง หากเราตอบรับ... ตระกูลเว่ยจะกุมความได้เปรียบเหนือองค์ชายใหญ่ถึงเจ็ดส่วน แต่หากเราปฏิเสธ หรือแม้แต่แสดงความลังเลเพียงน้อยนิด เสนาบดีซ่งผู้นี้พร้อมจะพลิกกลับไปซบแทบเท้าฝ่าบาทเพื่อใช้เราเป็นเครื่องสังเวย" นางหยุดคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึก "ท่านแม่ทัพวางแผนจะใช้หมากตัวนี้อย่างไร หรือท่านจะปล่อยให้มันเป็นเพียงเศษกระดาษที่ถูกไฟเผาผลาญไปพร้อมกับเถ้าถ่านในเตานั้น" เว่ยหลางเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นราวยอดเขาหิมะ มือหนาที่ผ่านการถือดาบสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนเอื้อมไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาหมุนช้าๆ "ข้าไม่เคยปฏิเสธมิตรภาพ... โดยเฉพาะมิตรภาพที่แลกมาด้วยความหวาดกลัว" เว่ยหลางกล่าวอย่างเยือกเย็น มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "เจ้าจงร่างจดหมายตอบกลับไป บอกเขาว่า 'ประตูกองทัพอาชาเหล็กยินดีต้อนรับผู้แสวงหาความสงบเสมอ... แต่สุนัขที่เคยกัดนาย ย่อมต้องถูกถอดเขี้ยวเล็บออกเสียก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามานอนเฝ้าเรือน'" จื้อเหยาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้ปราดเปรื่อง นางเข้าใจความหมายในทันที การรับขุนนางนกสองหัวเข้ามาเป็นพวก ไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงงูพิษไว้ข้างกาย หากไม่ตัดหัวมันเสียก่อน ผู้ที่ถูกฉกกัดในท้ายที่สุดย่อมเป็นเจ้าของบ้าน "เป็นพระคุณยิ่ง... ที่ท่านแม่ทัพชี้ นำ ข้าจะจัดการเรื่องสำนวนในสาส์นฉบับนี้ให้มีความคมคายจนเสนาบดีซ่งต้องนอนไม่หลับไปตลอดสามราตรี" จื้อเหยาหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ทว่าจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับสายฟ้าแลบก็ดังขึ้นที่นอกประเพียรหน้าต่างกระดาษสา ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งรวดตามรหัสลับที่ใช้เฉพาะหน่วยองครักษ์เงา *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เว่ยหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวในเสี้ยววินาที เขาโบกมือห้ามจื้อเหยาไม่ให้ขยับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "เข้ามา!" ประตูไม้สลักลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวยามดึกกรรโชกเข้ามาจนเปลวไฟในเตาไหววبل องครักษ์หนุ่มในชุดเกราะอ่อนเปียกโชกไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเหงื่อ ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังทึบ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด "เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "ขบวนม้าด่วนจากชายแดนเหนือ... ถูกสกัดโจมตีกลางทาง ม้าเร็วทั้งหมดถูกสังหารสิ้น... และ..." เว่ยหลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากร่างของแม่ทัพผู้เกรียงไกรจนบรรยากาศในห้องแทบหยุดหายใจ "และอะไร? ว่ามา!" "ตราประทับหยกประจำกองทัพพิทักษ์ชายแดน... ที่ส่งตรงมาจากองค์อธิบัตราชย์เพื่อแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่คนใหม่... บัดนี้..." องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประกาศความจริงที่ทำให้แม้แต่หัวใจของยอดกุนซืออย่างหลินจื้อเหยาถึงกับกระตุกวูบ "...บัดนี้ ตราประทับนั้นถูกส่งมาถึงมือของ 'องค์ชายสาม' ผู้ลี้ภัยทางการเมือง... และพระองค์กำลังเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองหลวงด้วยโองการลับในการปลดอำนาจท่านแม่ทัพแล้วครับ!" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%