"เจ้ากำลังจดจ้องมองข้า หรือกำลังประเมินราคาสิ่งที่อยู่ในหัวข้ากันแน่... คุณชายหลิน"
น้ำเสียงของเว่ยหลางเย็นเยียบดุจคมกระบี่ที่ฝังอยู่ในฝักหิมะ เขาไม่เงยหน้าขึ้นจากม้วนตำราพิชัยสงครามที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์ แต่สายตาที่คมกริบราวกับพยัคฆ์ยามค่ำคืนนั้นจับจ้องไปยังเงาร่างที่สะท้อนผ่านถ้วยน้ำชาเบื้องหน้า
หลินจื้อเหยาไม่ได้สะทกสะท้าน นางวางพู่กันในมือลงอย่างแช่มช้า เสียงไม้กระทบจานรองหมึกดังกังวานเบาๆ ในห้องทรงงานที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฟืนปะทุในเตาผิง นางสวมอาภรณ์สีครามเรียบง่ายไร้ลวดลาย ทว่าเนื้อผ้ากลับเป็นไหมชั้นดีที่ทิ้งตัวแนบสนิทไปกับสรีระ ท่าทางของนางดูสุขุมราวกับสายน้ำที่ซ่อนกระแสน้ำวนไว้เบื้องล่าง
"ข้าเพียงแต่กำลังพินิจดูว่า เหตุใดอาภรณ์สีครามที่ท่านสวมใส่อยู่นี้ ถึงได้มีรอยเปื้อนสีชาดจางๆ ตรงปกคอเสื้อ..." จื้อเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้มือของเว่ยหลางที่ถือตำราหยุดชะงักลงเพียงเสี้ยววินาที
เว่ยหลางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวคมของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนจ้องเขม็งไปที่หญิงสาวเบื้องหน้า บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันมหาศาล เขาผุดลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ในชุดแม่ทัพสีดำสนิทก้าวเข้าหานางอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวย่างแฝงไปด้วยไอสังหารที่สะกดลมหายใจของคนรอบข้าง
"เจ้าตาไวเกินไปสำหรับคนที่เป็นเพียงกุนซือชั่วคราว" เว่ยหลางก้าวประชิดตัวจนลมหายใจของทั้งคู่แทบจะประสานกัน เขายื่นมือขวาออกไปคว้าคางของอีกฝ่ายให้เชิดขึ้น แรงบีบนั้นหนักหน่วงแต่แฝงไว้ด้วยความหยั่งเชิง "ในค่ายทหารของข้า ไม่มีที่ว่างสำหรับสายลับของใครทั้งนั้น... โดยเฉพาะคนที่พยายามสืบหาความลับเรื่องที่ข้าเพิ่งสังหารทูตจากแคว้นตะวันตกเมื่อยามดึก"
จื้อเหยาไม่หลบสายตา แม้นางจะรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่เกือบจะทำให้นางเจ็บ แต่ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นกลับฉายแววท้าทาย ราวกับนางมองทะลุถึงปมในใจที่เขาสั่งสมมาตลอดหลายปี
"ทูตคนนั้นไม่ได้ตายด้วยน้ำมือท่านเพราะความโกรธแค้น แต่มันตายเพราะท่านรู้ว่ามันกำลังนำจดหมายลับที่ประทับตราอาญาสิทธิ์จากตระกูลหลินไปส่งให้ศัตรู" จื้อเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นดั่งประกาศิต "ท่านไม่ได้ต้องการฆ่ามันเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ แต่ท่านต้องการทำลายหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในอดีตของตระกูลท่านเอง... ท่านแม่ทัพ... ท่านกลัวว่าความจริงที่ท่านเก็บงำไว้จะเปิดเผยใช่หรือไม่"
เว่ยหลางชะงักกึก แรงบีบที่คางของนางผ่อนคลายลงชั่วขณะ ความเยือกเย็นในแววตาของเขาสั่นไหวคล้ายเปลวไฟที่โดนลมพายุโหมกระหน่ำ เขาเคยคิดว่าคนผู้นี้เป็นเพียงบัณฑิตตกอับที่หวังใช้ความรู้แลกเปลี่ยนกับที่ซุกหัวนอน แต่ในยามนี้ คำพูดของนางกลับคมกริบและแม่นยำดุจศรที่พุ่งเข้าปักกลางอก
"เจ้าเป็นใครกันแน่" เว่ยหลางถาม เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างน่าประหลาด "ไม่มีปัญญาชนคนใดในแผ่นดินที่กล้าเปิดปากพูดเรื่องของตระกูลข้า... หากเจ้าไม่ใช่คนของตระกูลที่ถูกล้างบางไปเมื่อสิบปีก่อน... เจ้าก็ต้องเป็นปีศาจที่หลุดออกมาจากนรก"
หลินจื้อเหยาคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แต้มความสุข แต่แฝงด้วยความโศกเศร้าที่ลึกสุดหยั่ง นางค่อยๆ เอื้อมมือขึ้นมาปลดปมเชือกที่รัดรัดเกล้าผมของนางออก เส้นผมดำขลับยาวสยายลงมาปรกใบหน้าขาวผ่อง เปลี่ยนภาพลักษณ์จากบัณฑิตผู้เคร่งขรึมให้กลายเป็นสตรีที่มีเสน่ห์ดึงดูดชวนให้หลงใหลและหวาดหวั่นไปพร้อมกัน
"หากข้าบอกท่านว่า ข้าคือวิญญาณที่ตามกลับมาทวงความแค้นจากผู้ที่สมควรได้รับ ท่านจะลงกระบี่ปลิดชีพข้าตรงนี้เลยหรือไม่... ท่านแม่ทัพ"
ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับดั่งภูเขาหิมะ เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์นับสิบชีวิตก็ดังกึกก้องขึ้นที่หน้าประตูห้องทรงงาน ตามมาด้วยเสียงตะโกนแจ้งเหตุของทหารหน้าประตูที่ฟังดูตื่นตระหนกจนผิดสังเกต
"ท่านแม่ทัพ! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง! กองทัพหลวงบุกประชิดชายแดนทิศเหนือแล้วขอรับ!"
เว่ยหลางหันกลับไปมองประตูสลับกับจื้อเหยา ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจเขายังไม่ทันได้รับการคลี่คลาย สถานการณ์บ้านเมืองก็ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นสึนามิ ในจังหวะนั้นเอง หลินจื้อเหยาเดินผ่านเขาไปอย่างแช่มช้า นางหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นมาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะข้างม้วนพระราชโองการที่ปิดผนึกด้วยตราครั่งสีแดงฉาน
"ท่านแม่ทัพเว่ยหลาง" จื้อเหยากระซิบที่ข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกมนตราสะกด "หากท่านต้องการรู้ว่าข้าเป็นใคร จงก้าวออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพหลวงด้วยแผนที่ข้าเขียนไว้ในม้วนตำราที่ท่านถืออยู่... แล้วท่านจะพบว่า... หมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงท่านที่คอยชักใยอยู่ฝ่ายเดียว"
เว่ยหลางคว้าม้วนตำราขึ้นมาเปิดอ่าน สิ่งที่เขาพบทำให้ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ในนั้นไม่ใช่กลยุทธ์การทหารที่เขารู้จัก แต่มันคือแผนผังการจัดทัพที่ระบุตำแหน่งของหนอนบ่อนไส้ในกองทัพของเขาเอง... และที่สำคัญที่สุด... มันมีตราประทับประจำตระกูลที่ควรจะสูญสิ้นไปแล้วเมื่อสิบปีก่อนประทับอยู่ทุกหน้ากระดาษ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์นี้นะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 3
อาภรณ์สีคราม
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!