กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปไม้จันทน์หอมกรุ่นภายในห้องโถงใหญ่ของตำหนักอัคคีสวรรค์ ทว่ามันมิอาจกลบเกลื่อนบรรยากาศอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสทั้งสาม ซึ่งกำลังนั่งประทับอยู่บนเก้าอี้พยัคฆ์สลัก
"เยี่ยเฟิง เจ้ายังมีหน้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้อีกหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายจาก 'ไป๋เฉิง' ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยดังสะท้อนก้องกังวาน ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองบุรุษหนุ่มชุดดำผู้ยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้องโถงด้วยประกายสังหารที่ปิดไม่มิด ในมือของไป๋เฉิงบีบม้วนคัมภีร์หยกโบราณจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน
เยี่ยเฟิงเพียงแค่แย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งยโสและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน เขายกมือขึ้นประสานคารวะอย่างขอไปที นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยสายตานับร้อยคู่—สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เดียดฉันท์ และพร้อมจะรุมทึ้งเขาให้แหลกเป็นจุลราวกับฝูงสุนัขป่ารุมทึ้งซากสัตว์
"ผู้อาวุโสไป๋กล่าวหาข้าเช่นนี้ ช่างทำให้ผู้น้อยรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งนัก" เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสลมปราณที่กดดันจนศิษย์สายในหลายคนถึงกับหน้าถอดสี "สถานที่โสโครกแห่งนี้ หากไม่ใช่เพราะมีธุระสำคัญ ข้าเกรงว่าแม้แต่ฝ่าเท้าของข้าก็ไม่อยากจะให้แปดเปื้อนหรอกครับ"
"สามห่าว!" ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักนาม 'ฮั่นเทียน' ตบโต๊ะข้างกายเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นชี้หน้าเยี่ยเฟิงพร้อมกับกระแสพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกทันที "เจ้าหนูเดรัจฉาน ศิษย์นอกรีตผู้ใช้กระบี่มารทมิฬเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติสำนักเซียนอันศักดิ์สิทธิ์! หลักฐานมัดตัวแน่นหนาปานนี้แล้ว ยังกล้าปากกล้าอยู่อีกหรือ!"
กลางอากาศเหนือศีรษะของเยี่ยเฟิง จู่ๆ ก็มีประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา
*<"ฮรึm... เจ้าเด็กโง่ ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าพวกหมาป่าหางโผล่เหล่านี้ไม่เคยต้อนรับสุนัขจรจัดอย่างเจ้า แต่นี่เล่นต้อนรับด้วยอัญมณีอาบยาพิษเชียวนา ฮ่าๆๆๆ ปราณมารในตัวเจ้ากำลังเต้นระบำด้วยความโกรธเกรี้ยวแล้วกระมัง ระวังหน่อย เลือดพุ่งออกทางทวารทั้งเจ็ดจะไม่สวยเอาหนа...">* เสียงของตี้กง เต่าอสูรบรรพกาลดังขึ้นในกำไลข้อมืออย่างอารมณ์ดี แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใดก็ตาม
เยี่ยเฟิงปัดความคิดของเต่าแก่เจ้าเล่ห์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาไม่ได้มองฮั่นเทียนที่กำลังเดือดดาลเป็นฟองเบียร์ แต่มันกลับทอดมองไปยังร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งของห้องโถง
หลินอวี่ฉี...
นางเซียนผู้บรรลุวิชาเหมันต์นิรันดร์ ยืนกอดอกถือกระบี่ประจำกาย ใบหน้างามล่มเมืองนั้นราบเรียบเย็นชาดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ไร้ซึ่งร่องรอยความรู้สึกใดๆ ทว่าลึกลงไปในนัยน์ตาคู่สวยคู่นั้น เยี่ยเฟิงกลับสัมผัสได้ถึงคลื่นอารมณ์ที่ไหววับราวน้ำในบึงลึกถูกโยนก้อนหินลงไป นางกำลังมองเขา... มองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด
"หลักฐานอันใดกัน?" เยี่ยเฟิงเบนสายตากลับมาเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสไป๋อีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเจือแววเย้ยหยัน "ม้วนคัมภีร์หยกเน่าๆ ที่พวกท่านก섬ขึ้นมาเองจากอากาศธาตุ เพื่อยัดเยียดข้อหา 'หนอนบ่อนไส้' ให้ข้า เปิดประตูค่ายกลพิทักษ์สำนักให้มารนอกอุดมการณ์บุกรุกเข้าปล้นชิงโอสถบรรพกาลเมื่อคืนนี้... ฮ่าๆ ช่างเป็นข้อหาที่สร้างสรรค์ดีแท้ ผู้น้อยซาบซึ้งในความไร้ยางอายของพวกท่านจริงๆ ครับ"
"บังอาจ!" ไป๋เฉิงคำรามลั่นสะเทือนหลังคาตำหนัก พลังปราณระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตราชันย์เซียนกดทับลงมาบนร่างของเยี่ยเฟิงทันที แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฟิงแตกละเอียดเป็นรอยร้าว
*ครืด...*
เยี่ยเฟิงกัดฟันกรอด กระแสโลหิตในกายพลุ่งพล่าน กระบี่มารทมิฬที่สะพายอยู่บนหลังส่งเสียงร้องคำรามก้องราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารรอบตัว ปราณมารสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขาโดยอัตโนมัติเพื่อต้านทานแรงกดดันนั้น รอบตัวเขาก่อเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม ศิษย์รอบข้างต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว
"ดูเอาเถิด!" ฮั่นเทียนฉวยโอกาสนี้ตะโกนขึ้นทันที ชี้มือไปยังปราณมารสีดำทมิฬของเยี่ยเฟิง "พลังมารอันชั่วร้ายเช่นนี้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร! มันยอมรับด้วยตนเองแล้วว่าฝึกฝนวิชานอกรีต และเป็นคนเปิดทางให้พวกพ้องมารบุกเข้ามาสังหารผู้อาวุโสและศิษย์พี่น้องเมื่อคืนนี้!"
"นั่นสิ... เจ้าคนแซ่เยี่ยนี้เข้ามาในสำนักได้ไม่นาน แต่กลับมีพลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ผิดวิสัยคนทั่วไป ชัดเจนว่ามีเจตนาแอบแฝง!"
"จับมันถลกหนังเสีย! เอาตัวไปสังเวยที่แท่นบูชาวิญญาณ!"
เสียงโห่ร้องตะโกนขับไล่ดังเซ็งแซ่จากเหล่าศิษย์สายในและผู้อาวุโสฝ่ายต่างๆ ทุกคนต่างสวมหน้ากากแห่งความชอบธรรม ชี้ไม้ชี้มือมาที่เยี่ยเฟิงราวกับเขาเป็นปีศาจร้ายที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ความโกรธเกรี้ยวแผดเผาอยู่ในอกไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความสมเพชเวทนาในความหน้าซื่อใจคดของคนเหล่านี้ สำนักเซียนที่ยกตนเป็นผู้ผดุงคุณธรรม สูงส่งบริสุทธิ์ แท้จริงแล้วก็เน่าเฟะอยู่ภายใน ใช้เล่ห์กลสกปรกเพื่อกำจัดผู้ที่พวกมันหวาดระแวง และใช้ข้ออ้างเรื่องคุณธรรมมาประหารชีวิตคนที่ไม่ยอมสยบแทบเท้า
เขากวาดสายตามองไปที่หลินอวี่ฉีอีกครั้ง นางยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่า... นิ้วมือเรียวงามที่กำด้ามกระบี่กลับขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด นางกำลังอดกลั้น... อดกลั้นต่อคำตัดสินที่อยุติธรรมนี้
*<"เจ้าทึ่มเอ๋ย นางเซียนน้ำแข็งกำลังจะระเบิดตู้เย็นใส่พวกมันอยู่แล้ว ถ้านางชักกระบี่ขึ้นมา สถานที่แห่งนี้คงได้กลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งโลหิตแน่ๆ..."* เสียงของตี้กงกระซิบกระซาบอย่างสนุกสนาน
ทว่า เยี่ยเฟิงไม่อาจปล่อยให้เรื่องราบบานปลายจนลากนางเข้ามาเกี่ยวข้องได้ หลินอวี่ฉีมีฐานะเป็นถึงศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาสูงสุด หากนางออกตัวปกป้องเขาในสถานการณ์ที่หลักฐานถูกจัดฉากไว้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ นางย่อมกลายเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งสำนัก และถูกตราหน้าว่าเป็นกาลกิณีที่หลง2รักศิษย์มารนอกรีต
เขาต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียว...
เยี่ยเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก 3 ครั้ง ปราณมารสีดำที่แผ่พุ่งรอบตัวถูกดึงกลับเข้าสู่ตัน田ในชั่วพริบตา ใบหน้าคมคายกลับมาสงบนิ่งเยือกเย็นราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม
"พวกท่านอยากให้ข้าเป็นหนอนบ่อนไส้... อยากให้ข้าเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดสินะครับ" เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน ใสสะอาด ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นอีกครั้ง "ช่างเป็นโรงละครที่น่าขันเสียจริง สำนักเซียนอันดับหนึ่งของแผ่นดิน แต่กลับต้องใช้แผนการสกปรกเพื่อใส่ร้ายศิษย์นอกรีตคนหนึ่ง เพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของพวกท่านเองในการป้องกันศัตรู"
"สามห่าวถึงเพียงนี้ ยังกล้าปากดี!" ไป๋เฉิงบันดาลโทสะจนหน้าดำคร่ำเครียด พลังปราณระดับราชันย์เซียนถูกปลดปล่อยออกมาเต็มกำลัง ฝ่ามือขวาคว้าจับอากาศเบื้องหน้า เกิดเป็นกรงเล็บปราณเพลิงสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่ลำคอของเยี่ยเฟิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!
การโจมตีนี้รวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ศิษย์ทั่วไปจะหลบพ้น มันคือการสังหารปิดปากอย่างแท้จริง!
ศิษย์หลายคนถึงกับอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพศีรษะหลุดจากบ่า
ทว่า... ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง
*เคร้ง!*
ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบเจิดจ้าจนแสบตา อุณหภูมิภายในห้องโถงลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างแข็งเกาะตามคิ้วและเส้นผมของทุกคนในพริบตา ร่างของหลินอวี่ฉีหายวับไปจากจุดเดิม และไปปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของเยี่ยเฟิงราวกับภูตผี
นางตวัดกระบี่ในมือเพียงคราเดียว คลื่นดาบเหมันต์นิรันดร์พุ่งปะทะกับกรงเล็บปราณเพลิงของไป๋เฉิงจนแตกกระจายกลายเป็นละอองน้ำแข็งระยิบระยับกลางอากาศ!
"ผู้อาวุโสไป๋..." เสียงหวานใสที่เย็นชาจนบาดลึกถึงกระดูกดำดังขึ้นจากริมฝีปากของหลินอวี่ฉี นางไม่แม้แต่จะหันไปมองเยี่ยเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง นัยน์ตาคู่สวยคู่นั้นจ้องมองไปที่ไป๋เฉิงด้วยประกายแสงเยียบเย็นไร้ความปรานี "การไต่สวนยังไม่สิ้นสุด เหตุใดจึงรีบร้อนสังหารพยานนักเล่า? หรือว่า... ท่านกลัวว่าความจริงบางอย่างจะหลุดออกมาจากปากของเขา?"
ไป๋เฉิงถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าเผือดสีลงเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงในพลังปราณเหมันต์ที่น่ากลัวของนาง "หลินอวี่ฉี! เจ้ากล้าขัดขวางการลงัณฑ์คนทรยศหรือ? หรือว่าเจ้า... สมรู้ร่วมคิดกับมันด้วย!"
บรรยากาศในห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทุกคนต่างกลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น การเผชิญหน้าระหว่างผู้อาวุโสฝ่ายวินัยผู้ทรงอำนาจ กับศิษย์เอกผู้แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนัก กำลังจะปะทุขึ้น ณ บัดนี้
เยี่ยเฟิงมองแผ่นหลังบอบบางแต่มั่นคงของหญิงสาวที่ยืนบังลมฝนให้เขา ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทว่า... ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการเผชิญหน้าระหว่างสองคนนั้น
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกตำหนัก ราวกับฟ้าดินกำลังจะถล่มทลาย แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เสาหินของตำหนักสั่นกระเทือน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของศิษย์ภายนอกที่ดังแว่วเข้ามา
ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประตูหินยักษ์หนาตันนับหมื่นชั่งของตำหนักอัคคีสวรรค์ก็ถูกระเบิดกระเด็นเป็นจุลด้วยพลังปราณอันไร้ผู้ต้านทาน!
ฝุ่นควันตลบอบอวล ท่ามกลางกลุ่มควันสีเทานั้น ร่างเงาสูงตระหง่านร่างหนึ่งก้าวเท้าเดินเข้ามา ชายชราในชุดคลุมสีเลือด ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัว ดวงตาสสีแดงฉานราวกับสัตว์ร้าย จ้องมองมาที่เยี่ยเฟิงด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"ฮ่าๆๆๆ... ลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า เจ้าสร้างความวุ่นวายในสำนักเซียนปลอมๆ นี้พอหรือยัง? ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องกลับมารับตำแหน่ง 'เจ้าแห่งสำนักมาร' ของเราเสียที!"
ความจริงทั้งหมดพลิกคว่ำในพริบตา!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 5
รอยร้าวในสำนักเซียน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!