"ถ้าคุณยังไม่ยอมปล่อยมือ ฉันก็คงไม่มีทางเดินไปข้างหน้าได้หรอกนะคะ ธันวา"
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวในคฤหาสน์ตระกูลธนากุล เธอไม่ได้หันไปมองร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่หลังบานประตูที่ปิดสนิท แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงาของเธอให้ยาวทาบไปกับพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ขัดจนขึ้นเงา เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่แผ่วเบาของเขากำลังก้าวเข้ามาใกล้ เหมือนจังหวะหัวใจของเธอที่เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขายืนนิ่งอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายของน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมเจือจางจางจากตัวเขาอบอวลไปทั่วบริเวณ ความนิ่งขรึมของเขาในตอนนี้ไม่ใช่ความเย็นชา แต่มันคือความพยายามอย่างหนักที่จะสะกดกลั้นพายุอารมณ์ที่หมุนวนอยู่ภายใน
"คุณจำได้ไหม ริน... วันที่เรานั่งอยู่ใต้ต้นหูกวางในวันที่ฝนตกหนักวันนั้น" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อย
รินรดาชะงัก เธอหลับตาลง ภาพความทรงจำที่เลือนรางจาก 'ชาติก่อน' พลันชัดเจนขึ้นมาในห้วงคำนึง วันที่ความเจ็บปวดจากการจากลาครั้งแรกเริ่มก่อตัว วันที่เขาเคยมอบคำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงให้แก่เธอ เธอคิดว่ามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวความฝันที่ฝังอยู่ในใจ แต่เมื่อธันวาเอ่ยถึงมันขึ้นมา เขากลับทำราวกับว่าช่วงเวลาเหล่านั้นคือความจริงที่เขาไม่เคยลบเลือนไปไหน
ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา มือหนาที่ดูสั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท มันดูเก่าแก่ ทว่ายังคงรักษาความประณีตไว้อย่างดีเยี่ยมราวกับถูกเก็บรักษาไว้ในกาลเวลาที่หยุดนิ่ง
"ผมเคยบอกคุณว่า ถ้าวันหนึ่งเราได้พบกันอีก ไม่ว่าโลกใบไหนก็ตาม สิ่งนี้จะเป็นหลักฐานว่าคุณไม่เคยหลุดหายไปจากความทรงจำของผมเลย"
เขาวางกล่องลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเธอ นิ้วเรียวยาวของเขาแตะแผ่วที่ฝากล่องคล้ายจะลังเล แต่แล้วเขาก็เปิดมันออก เผยให้เห็นสร้อยข้อมือเงินแท้ที่มีจี้เป็นรูปกุญแจดอกเล็กๆ สลักลวดลายละเอียดอ่อน ซึ่งรินรดาจำได้ดีว่ามันคือของชิ้นเดียวกันกับที่หายสาบสูญไปในเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน
รินรดามองกุญแจดอกนั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือคำสารภาพบาปและความรักที่เขายอมแบกรับไว้คนเดียวตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา แววตาของธันวาในตอนนี้ไม่มีความแข็งกร้าว มีเพียงความเปราะบางที่ทำให้คนมองอย่างเธอแทบขาดใจ
"คุณ... คุณเก็บมันไว้ได้อย่างไรคะ ในเมื่อมันควรจะ..."
"ในเมื่อมันควรจะพังไปพร้อมกับความรู้สึกของคุณในตอนนั้นใช่ไหมครับ?" ธันวาแทรกขึ้นเบาๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องที่ใบหน้าของเธอไม่วางตา "ผมอาจจะดูเป็นคนเย็นชาที่เดินจากไป แต่นั่นก็เพราะผมรู้ดีว่า ถ้าผมยังอยู่ตอนนั้น คุณจะไม่มีวันได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ และผมจะไม่มีวันได้มีโอกาสเห็นคุณเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและงดงามอย่างในวันนี้"
เขาเอื้อมมือมาแตะข้อมือของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำแพงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองกำลังพังทลายลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่หัวใจที่เคยด้านชา ความเงียบในห้องดูเหมือนจะบีบคั้นให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เหลือ
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความรู้สึกที่แตกสลายให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง เธอมองดูสร้อยข้อมือ ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสมันเบาๆ ความเย็นของเนื้อเงินปะทะกับปลายนิ้ว ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน
"ถ้าฉันรับของชิ้นนี้ไว้... นั่นหมายความว่าฉันกำลังเปิดประตูที่ฉันเคยล็อกตายไว้ให้คุณเดินกลับเข้ามาใหม่ใช่ไหมคะ?" รินรดาถามด้วยเสียงที่แทบจะเป็นเพียงเสียงกระซิบ
ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับเข้าไปใกล้เธอมากขึ้นจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่พวงแก้ม ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่เส้นกั้นบางๆ เขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในนั้น
"ไม่ใช่นะริน" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว แต่หนักแน่นในความรู้สึก "ผมไม่ได้จะขอเดินกลับเข้ามาในชีวิตเดิมของคุณ แต่ผมกำลังจะขออนุญาต... เริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ไปพร้อมกับคุณ ในแบบที่เราทั้งคู่ไม่ต้องเจ็บปวดกับอดีตอีกต่อไป"
ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนเปราะบางและเต็มไปด้วยความหมาย เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบทำลายความเงียบลงทันที พร้อมกับเสียงของแม่บ้านที่ดูตื่นตระหนกจนปิดไม่มิด
"คุณธันวาคะ! แย่แล้วค่ะ มีคนส่งพัสดุมาที่หน้าบ้าน... เขาบอกว่ามันเป็นของที่คุณเคยสั่งไว้เมื่อสิบปีก่อน และบอกให้คุณรีบไปดูเดี๋ยวนี้ค่ะ"
ธันวาชะงักกึก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขาหันมาสบตารินรดาด้วยแววตาที่สื่อถึงความลับที่เขายังไม่ได้บอกเธอ เขารีบดึงมือออกจากเธอและสาวเท้าไปยังประตูทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ความสงสัยตีรวนอยู่ในอกเมื่อเห็นท่าทางของเขาที่ดูราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับผีที่เขากลัวที่สุดในชีวิต เธอตัดสินใจก้าวตามเขาไปที่ประตูทันทีโดยไม่รีรอ ในจังหวะที่ธันวาเปิดประตูออกไปสู่โถงทางเดินกว้าง สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ท่ามกลางความมืดมิดของบ้าน เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้น และเมื่อแสงไฟจากโคมระย้าส่องลงมา รินรดาก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ
เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า... คือตัวเธอเอง ในใบหน้าที่อ่อนเยาว์และงดงามเหมือนเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน!
หวังว่าตอนที่สิบสี่จะทำให้หัวใจของทุกท่านเต้นแรงไปพร้อมกับรินรดานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
ย้อนเวลามาแก้ไขหัวใจที่เคยพัง•ตอนที่ 14
ของขวัญจากหัวใจ
ผลงานโดย ดาริกาส่องแสง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาริกาส่องแสง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลามาแก้ไขหัวใจที่เคยพัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!