เศษเสี้ยวของพู่กันปลายแหลมเบอร์ศูนย์จุ่มลงบนถาดผสมสีอย่างแม่นยำ น้ำหนักมือที่กดลงบนผืนผ้าใบสะท้อนความตึงเครียดของบรรยากาศภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นใต้ดินได้เป็นอย่างดี อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่ใช่เพราะระบบปรับอากาศทำงานผิดปกติ แต่เป็นเพราะความเงียบงันที่คั่นกลางระหว่างคนสองคน—คนหนึ่งกำลังพยายามซ่อมแซมรอยร้าวบนภาพวาดโบราณด้วยสมาธิขั้นสุดยอด ส่วนอีกคนยืนกอดอกพิงผนังด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่พร้อมจะหาเรื่องได้ทุกเมื่อ
"ถ้ามือคุณยังสั่นขนาดนั้น ผมแนะนำให้วางพู่กันแล้วไปดื่มนมอุ่นๆ นอนซะนะครับ มาดามรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำติดกวนประสาทดังขึ้นทำลายความเงียบ คณินปรายตามองผลงานตรงหน้าด้วยแววตาจับผิด มุมปากข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อยในแบบที่ต่อให้ไม่ต้องหันไปมอง รินรดาก็รู้ว่าเขากกำลังทำหน้ากวนประสาทใส่เธออยู่แน่ๆ
"มือฉันไม่ได้สั่นค่ะ... อ้อ ขอโทษที มือฉันไม่ได้สั่นเพราะความกลัว หรือเพราะทำงานไม่ไหวหรอกนะคะคุณคณิน แต่ถ้ามันจะสั่น มันก็คงเป็นเพราะรำคาญเสียงบ่นของคุณมากกว่า"
รินรดาตอกกลับทันควันโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ปลายพู่กันตวัดเส้นสีน้ำมันเฉียบคมลงบนรอยแตกของภาพวิวทิวทัศน์ศตวรรษที่สิบเก้าอย่างแม่นยำราวกับหุ่นยนต์
"ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะครับ" คณินหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้พื้นที่ปฏิบัติงานของเธอเรื่อยๆ จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความสะอาดเจือจางลอยแตะจมูก "แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าคุณปากเก่งน้อยลงกว่านี้หน่อย ห้องนี้คงน่าเบื่อจนผมหลับคาโต๊ะทำงานไปนานแล้ว"
รินรดาวางพู่กันลงบนถาดเสียงดัง *กริ๊ก* เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ก่อนจะหันขวับไปเผชิญหน้ากับภัณฑารักษ์หนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้เกินความจำเป็น ดวงตากลมโตคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ ช่วยกรุณาเดินออกไปจากห้องนี้ แล้วไปตรวจดูสต็อกไฟสปอตไลท์ข้างนอกโน่นค่ะ งานของฉันใกล้จะเสร็จแล้ว และฉันไม่ต้องการตัวถ่วงมาเดินเกะกะแถวนี้"
"ตัวถ่วงเหรอครับ?" คณินเลิกคิ้วสูง ก้าวเข้าไปประชิดขอบโต๊ะทำงานจนรินรดาต้องเอนตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ "คนที่คอยหาอุปกรณ์ชั้นดีมาให้คุณ คนที่คอยกันพวกคณะกรรมการหูเบาไม่ให้เข้ามาวุ่นวาย... คุณเรียกว่าตัวถ่วงอย่างนั้นหรือครับ มาดาม"
ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว รินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย—อันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มรัวเร็วจนเธอต้องพยายามบังคับให้มันสงบลง เธอเกลียดความรู้สึกนี้เหลือเกิน ความรู้สึกที่ว่าผู้ชายคนนี้สามารถทะลวงกำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมานานหลายปีด้วยคำพูดกวนๆ เพียงไม่กี่ประโยค
แต่แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...
จังหวะที่รินรดาขยับตัวจะลุกขึ้นเพื่อหนีความอึดอัดนี้ ศอกของเธอไปปัดโดนขวดน้ำยาทำความสะอาดที่วางหมิ่นเหม่ริมขอบโต๊ะเข้าอย่างจัง!
"ระวัง!"
คณินไวเสียยิ่งกว่าความคิด มือหนาพุ่งคว้าขวดน้ำยาเคมีกลางอากาศได้อย่างเฉียดฉิว แต่เพราะแรงเหวี่ยงและพื้นที่จำกัด ทำให้ตัวเขาเสียหลัก เซถลาเข้ามาชนร่างของรินรดาเต็มแรง ทั้งคู่เสียการทรงตัวและล้มลงไปบนโซฟาหนังตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้องโดยมีคณินคร่อมทับอยู่ด้านบน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ...
ใบหน้าของคณินอยู่ห่างจากรินรดาเพียงแค่ลมหายใจกั้น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดานิ่งค้าง มือเรียวที่ผลักแผงอกเขาไว้ตามสัญชาตญาณแข็งทื่อราวกับถูกสาป
กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขา ความอุ่นจากร่างกายที่แนบชิด และสายตาดุที่ตอนนี้กลับเจือแววความห่วงใยและระคนความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่กล้าแปลความหมาย ทำให้สมองของนักฟื้นฟูผลงานศิลปะผู้ไร้ใจประมวลผลไม่ถูก
คณินจ้องมองใบหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างลืมตัว เขามองดวงตาคู่สวยที่ปกติมักจะฉายแววท้าทาย แต่ในตอนนี้กลับตื่นตระหนกและสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ภาพของหญิงสาวผู้เย็นชาและตั้งกำแพงใส่คนทั้งโลก พังทลายลงเหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่เปราะบางและน่าทะนุถนอมในสายตาของเขา
ริมฝีปากหยักลึกของคณินค่อยๆ คลี่ออก... มันไม่ใช่รอยยิ้มมุมปากแบบที่ใช้กวนประสาทเธอในทุกๆ วัน แต่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ อ่อนโยน และสว่างไสวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมาตั้งแต่รู้จักผู้ชายคนนี้
"คุณ... ยิ้มอะไรของคุณคะ?" รินรดาถามเสียงสั่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความโกรธหรือความรำคาญเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงความวูบวาบแปลกประหลาดที่แล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย
"เปล่าครับ..." คณินตอบเสียงพร่า สายตายังคงไม่ละไปจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันด้วยความประหม่าของเธอ "แค่คิดว่า... เวลาที่คุณทำหน้าตื่นๆ แบบนี้ มันน่ารักกว่าเวลาที่คุณทำตัวเป็นยัยป้าเจ้าระเบียบตั้งเยอะนะครับ"
"ไอ้..."
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้พ่นคำด่าทอใส่ความกะล่อนของเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันที่หน้าห้องทำงาน...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"คุณคณินครับ! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ? เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงร้อนรนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคตะโกนทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดกลอนลูกบิดที่กำลังจะถูกเปิดออก!
คณินสะดุ้งเล็กน้อย รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว ส่วนรินรดาก็ลุกขึ้นนั่งพิงพนักโซฟาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอรีบยกมือขึ้นเสยผมเพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายในใจ
บานประตูห้องเปิดผางออกพร้อมกับร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หอบแฮกด้วยความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ทำให้คณินและรินรดาต้องชะביกค้างและหน้าถอดสี ไม่ใช่เรื่องระบบไฟหรือปัญหาในพิพิธภัณฑ์...
แต่เป็นร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ส่งตรงมายังคนทั้งคู่
"สวัสดีครับคุณคณิน... แล้วก็น้องริน ไม่เจอกันนานเลยนะ ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ปารีส... เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันยาวเลยล่ะมั้ง?"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ โดยสเปซโอเดสซีย์
เซฟโซนสุดกวนกับมาดามคิวเรเตอร์ผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 13
รอยยิ้มที่ไม่ได้เตรียมไว้
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับมาดามคิวเรเตอร์ผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!