เศษปูนเก่าแก่หล่นร่วงลงมากระทบหัวไหล่ของฉันจนเกิดเสียงแกรกกราก เบื้องหน้าคือผนังอิฐมอญเปลือยที่กะเทาะออกเป็นร่องลึกจากความชื้นสะสมมานานนับทศวรรษ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งจนฉันต้องยกหลังมือขึ้นปัดป้องปลายจมูก ทว่าคนตัวสูงที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยห่างออกไปเลยแม้แต่น้อย
ประโยคกำกวมที่เขาเพิ่งพ่นใส่หน้าฉันไปเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้วยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่คำพูดหวานเลี่ยนชวนเลี่ยน แต่เป็นถ้อยคำท้าทายที่ทำเอาหัวใจจังหวะปกติรวนเรจนน่าหงุดหงิด
"ถอยไปหน่อยได้ไหมคะทิวา คุณกำลังทำให้อากาศในซอกแคบๆ นี่มันเหลือน้อยลงทุกที" ฉันเอ่ยเสียงเรียบพยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยการเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างคนถือดี
ทิวาไม่ถอย แถมยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสันจมูกโด่งรั้นเกือบจะเฉียดเข้ากับกลุ่มผมของฉัน เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับใช้ปลายคัตเตอร์ในมือเขี่ยเศษปูนที่อัดแน่นอยู่ในร่องผนังออกเบาๆ จนเกิดเสียงขูดขีดเสียดสีที่ชวนให้เสียวสันหลังวาบ
"ถอยตอนนี้ก็พลาดของดีสิครับ... คุณพาย" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่แบบที่ฉันเกลียดนักเกลียดหนาดังอยู่ข้างใบหู "หรือว่ากลัว? กลัวว่าถ้าอยู่ใกล้ผมมากๆ แล้วไอ้โลกใบใหม่ที่คุณพยายามสร้างมันจะพังลงมาก่อนที่จะได้ลงเสาเอกล่ะครับ"
ฉันแค่นجในลำคอเบาๆ "คนอย่างพายไม่มีทางยอมให้โครงสร้างไหนพังคามือหรอกค่ะ โดยเฉพาะโครงสร้างที่สร้างขึ้นจากความมั่นหน้าของคุณ"
แม้ปากจะต่อaปากคำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่สายตาของฉันกลับกวาดมองตามปลายนิ้วเรียวยาวของเขาที่กำลังพยายามงะบานพับไม้ผุๆ ที่ซ่อนอยู่หลังอิฐมอญบล็อกนั้น ตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์หลังเก่านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคก่อตั้งมหาวิทยาลัย ผนังหลายจุดถูกต่อเติมทับซ้อนกันไปมาจนกลายเป็นเขาวงกตทางประวัติศาสตร์ และดูเหมือนว่าซอกมุมอับทึบตรงนี้จะซ่อนความลับบางอย่างที่ถูกลืมเลือนไปพร้อมกับกาลเวลา
แกร๊ก!
เสียงไม้ลั่นเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับฝุ่นผงชุดใหญ่ที่ร่วงกราวลงมาใส่รองเท้าผ้าใบของเราทั้งคู่ ทิวาใช้ด้ามคัตเตอร์งัดแผ่นไม้ชิ้นสุดท้ายออก เผยให้เห็นโพรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ถูกปิดตายไว้ด้วยอิฐฉาบปูนหนาทึบ ด้านในนั้นมีวัตถุบางอย่างวางนอนนิ่งอยู่ ท่ามกลางความมืดทึบของกาลเวลา
ฉันชะوตัวเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะคนสายอาร์ตที่รักความดิบเก่าของวัสดุเริ่มทำงาน "นั่น... อะไรน่ะ"
ทิวาสอดมือเข้าไปในโพรงแคบๆ นั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะดึงวัตถุกระดาษสีน้ำตาลหม่นชิ้นหนึ่งออกมา มันคือซองจดหมายเก่าคร่ำคร่าที่ถูกปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงเข้ม แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานจนกระดาษกรอบและขึ้นคราบเหลือง แต่ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่หน้าซองยังคงพบลางๆ
*‘ถึง... สถาปนิกผู้มาเยือนในวันที่ตึกนี้ไร้เสียงหัวใจ’*
ฉันอ่านออกเสียงเบาๆ โดยอัตโนมัติ ขนลุกเกรียวขึ้นมาที่ต้นคออย่างไม่มีสาเหตุ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงทันทีทันใด กลิ่นอับของกระดาษเก่าผสมผสานกับกลิ่นฝุ่นทำให้รู้สึกเหมือนกำลังหายใจเอาอดีตเข้ามาในปอด
ทิวาหันมามองหน้าฉัน แววตานิ่งสนิทที่มักจะฉายความกวนประสาทอยู่เสมอกลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง เขาล I มือข้างที่ว่างขึ้นมาปัดเศษฝุ่นออกจากซองจดหมายแผ่นนั้นอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็น C นุผงไปต่อหน้าต่อตา
"คิดว่าข้างในเขียนว่าอะไรล่ะครับ" ทิวาเอ่ยถามเสียงเบา ลลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่บริเวณขมับของฉันเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินความจำเป็น
"อาจจะเป็นแปลนโครงสร้างลับที่พวกอาจารย์รุ่นก่อตั้งซ่อนไว้... หรือไม่ก็จดหมายบอกเลิกของคนบ้าสถาปัตย์สักคน" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนๆ เพื่อทำลายความวังเวงที่ก่อตัวขึ้น แต่สายตากลับจดจ่ออยู่กับครั่งสีแดงบนซองจดหมายไม่วางตา
"ลองเปิดดูสิครับ... บางทีเราอาจจะได้รู้ความลับที่ตึกนี้พยายามปิดบังมาตลอดก็ได้"
นิ้วเรียวของทิวาสอดเข้าไปใต้รอยพับของซองจดหมายอย่างช้าๆ จังหวะหัวใจของฉันเต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่ดังฮัมเบาๆ อยู่ไกลๆ มือเล็กของฉันเผลอยกขึ้นไปจับชายเสื้อแจ็คเก็ตยีนของเขาไว้โดยไม่รู้ตัวเมื่อกระดาษด้านในเริ่มขยับตัวออก
แผ่นกระดาษสีเหลืองนวลถูกดึงออกมา มันกางออกเผยให้เห็นลายเส้นสถาปัตยกรรมที่วาดด้วยมืออย่างประณีตบรรจง พร้อมกับตัวหนังสือพู่กันจีนที่เขียนอธิบายรายละเอียดโครงสร้างอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันกับทิวาต้องหยุดหายใจไปพร้อมๆ กัน คือข้อความที่เขียนไว้ด้วยหมึกสีดำเข้มตรงมุมล่างสุดของกระดาษแผ่นนั้น
*‘ระวังตัวให้ดี... คนที่กำลังยืนอยู่ข้างเธอในตอนนี้ อาจไม่ใช่คนที่เธอคิดว่ารู้จัก’*
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่แคบๆ ระหว่างเราทันทีที่อ่านจบ ข้อความประหลาดนั้นทำเอาสันหลังวาบวาบราวกับมีสายตาคู่ที่สามกำลังจ้องมองเรามาจากมุมมืดของห้องโถงร้าง
ทิวาขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหันกลับมาสบตาฉัน นัยน์ตาคู่นั้นลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา
"คุณพาย..." ทิวาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันทั้งแหบพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "คุณจำได้ใช่ไหม... ว่านอกจากเราสองคนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเราเข้ามาสำรวจโซนนี้"
ยังไม่ทันที่สมองของฉันจะประมวลผลคำเตือนนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินด้านนอก—มันเป็นเสียงรองเท้าหนังที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ประตูห้องนี้ทีละนิด... ทีละนิด... อย่างจงใจ
มือหนาของทิวาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว ก่อนที่เขาจะดึงฉันรั้งเข้าไปหลingตู้เขียนแบบไม้สักโบราณที่ตั้งบังมุมอับสายตา พร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากฉันไว้ไม่ให้ส่งเสียงเล็ดลอดออกไปแม้แต่แอะเดียว ลมหายใจของเรากระชั้นชิดจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน
แอ๊ด... เสียงประตูไม้บานผุกร่อนค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่กลางห้อง
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกาวใจให้กันในทุกๆ ตอนนะคะ!
สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม•ตอนที่ 5
ความลับใต้โครงสร้าง
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!