แอ๊ด... เสียงประตูไม้บานผุกร่อนค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่กลางห้อง
พายสะดุ้งสุดตัว ปากที่กำลังจะอ้าพ่นคำด่าใส่ผู้บุกรุกกลับต้องกลืนลงคอไปทันทีเมื่อเงาสูงนั้นขยับเข้าใกล้แสงสว่างจากโคมไฟตั้งโต๊ะ ทิวายืนอยู่ตรงนั้น เสื้อชอปสีเลือดหมูยับยื่นเล็กน้อยเพราะผ่านการทำงานข้ามคืน ดวงตาสีเข้มใต้กรอบคิ้วหนาไม่ได้มองมาที่เธอด้วยแววตารำคาญใจอย่างที่เคยเป็น แต่เขากลับกวาดสายตามองไปรอบห้องสตูดิโอรกๆ ที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษชานอ้อยและขวดสีที่คว่ำระเกะระกะด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"นึกว่าใคร... ที่แท้ก็แม่มดจอมเหวี่ยงประจำปีสาม ป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือไงคะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงแววเย้าแหย่ตามสไตล์คนปากเสีย
"เรื่องของฉันค่ะ จะนอนหรือจะนั่งเฝ้ากองงานมันก็สิทธิ์ของฉัน ไม่ทราบว่าคุณทิวาว่างมากจนต้องมาเดินตรวจตึกกลางดึกเลยหรือคะ หรือว่ากลัวโปรเจกต์กระดาษลังของคุณมันจะปลิวหายไปกับสายลมกันแน่" พายเชิดหน้าขึ้นทันที ความง่วงเหงาหาวนอนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเมื่อเจอหน้าคู่ปรับตัวฉกาจ
ทิวาไม่ตอบ เขาเดินเลยผ่านร่างบางไปอย่างไร้เสียงฝีเท้า รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นปูนย่ำผ่านเศษกระดาษวาดเขียนที่กองอยู่บนพื้นอย่างระมัดระวัง ผิดวิสัยผู้ชายห้าวๆ ทั่วไปที่มักจะเดินเหยียบย่ำข้าวของอย่างไร้ความปรานี พายเหลือบตามองตามร่างสูงด้วยความหมั่นไส้ระคนสงสัย แต่แล้วลมหายใจของเธอก็ต้องสะดุดกึกเมื่อเห็นสิ่งที่เขากำลังทำ
ร่างสูงทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นไม้เย็นเฉียบ ตรงหน้าโต๊ะวาดรูปที่เธอเพิ่งโวยวายใส่ไปเมื่อหัวค่ำ มือใหญ่ที่มักจะถือแต่คัตเตอร์ตัดโมเดลและกระป๋องกาว ยื่นออกไปหยิบพู่กันปลายแหลมเบอร์โปรดที่กลิ้งอยู่ใกล้ขาโต๊ะขึ้นมาอย่างทะนุถนอม นิ้วเรียวยาวปัดฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามด้ามไม้อย่างเบามือราวกับมันเป็นของล้ำค่า
"เฮ้! ทำอะไรน่ะ ปล่อยพู่กันฉันนะ" พายร้องท้วง เสียงตื่นตระหนกหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มโดยอัตโนมัติ
"ถ้าไม่อยากให้ขนแปรงมันบานจนใช้งานไม่ได้ ก็หัดเก็บใส่กล่องให้เป็นที่ทางซะบ้างนะคะคุณหนูสายอาร์ต" ทิวาเอ่ยปากเตือนโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง เธอเห็นสันจันทร์คมคายและขนต้างอนยาวที่ทาบทับลงบนผิวแก้มยามที่เขาก้มลงสำรวจปลายพู่กันอย่างพินิจพิเคราะห์
พายยืนแข็งทื่อ หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงานยามดึก ปกติแล้วทิวาจะเป็นพวกปากร้าย ใจดำ และชอบหาเรื่องหักคะแนนเธอกับกลุ่มเพื่อนอยู่เสมอ แต่ภาพของผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งบรรจงใช้ทิชชูเปียกเช็ดคราบสีอะคริลิกแห้งกรังออกจากกระดานรองวาดของเธออย่างใจเย็น กลับทำให้นิยามคำว่า 'รุ่นพี่ปีสามตัวแสบ' ในหัวของเธอล่มสลายลงทีละน้อย
สายตาของพายไล่สำรวจตั้งแต่แผ่นหลังกว้างที่ขยับตามจังหวะการเช็ดทำความสะอาด ไปจนถึงปลายนิ้วหนาที่ระมัดระวังไม่ให้เนื้อไม้เป็นรอยขีดข่วน มุมอ่อนโยนแบบนี้... เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลยสักครั้ง ตั้งแต่รู้จักกันมา มีแต่การปะทะคารมและการชิงดีชิงเด่นในโปรเจกต์สถาปัตย์เท่านั้นที่เชื่อมโยงคนทั้งสองไว้ด้วยกัน
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีคราบกาวติดอยู่หรือไง" ทิวาเงยหน้าขึ้นกะทันหัน ดวงตาสมาร์ทคู่นั้นสบเข้ากับดวงตากลมโตของเธอพอดิบพอดี ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ
พายรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ ปากเก่งๆ ที่เคยต่อคำต่อคำกลับรู้สึกแห้งผากขึ้นมาดื้อๆ "ใครมองคุณกัน อย่าหลงตัวเองหน่อยเลยค่ะ ฉันแค่... แค่กำลังดูว่าคุณแอบขโมยอุปกรณ์ของฉันไปหรือเปล่าต่างหาก"
ทิวายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มบางเบาที่ทำเอาคนมองถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้เธออีกก้าวหนึ่งจนกลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นกระดาษและสนิมเหล็กจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก
"ถ้าอยากได้คืนนัก... ก็มาหยิบเอาเองสิคะ" เขายื่นพู่กันในมือซ่อนไว้ข้างหลัง พร้อมกับเลิกคิ้วท้าทายด้วยแววตาพราวระยับ
"คุณทิวา! นี่มันนิสัยไม่ดีเลยนะ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะคะ!" พายพุ่งตัวเข้าไปหมายจะแย่งของรักคืนมา แต่เพราะความรีบร้อนและพื้นห้องที่รกไปด้วยหลอดสี ทำให้ปลายเท้าของเธอสะดุดเข้ากับสันหนังสือเล่มหนาเข้าอย่างจัง
ร่างบางเสียหลักพุ่งตรงไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ พายหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกจากพื้นไม้แข็ง แต่ความเจ็บปวดที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น สัมผัสอุ่นวาบจากท่อนแขนแข็งแกร่งที่โอบกอดเอวเธอไว้แน่น พร้อมกับแผ่นหลังที่แนบชิดกับอกกว้าง ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยอบอวลอยู่รอบตัว ทิวาก้มมองคนในอ้อมแขนที่ตัวแข็งทื่อเป็นหิน ดวงตาสีเข้มฉายแววเป็นห่วงปนระคนเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
"ซุ่มซ่ามจริงๆ นะเรา ถ้าหัวฟาดพื้นขึ้นมา งานศิลปะชิ้นเอกคงได้กลายเป็นศพสวยๆ แทนแน่ค่ะ" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ชิดริมใบหู ทำเอาพายรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง
เธอดันอกแกร่งออกเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู พายเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ ฉันยืนเองได้"
ทิวายอมคลายอ้อมแขนออกอย่างเสียดายเล็กน้อย แต่สายตายังคงพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหวานที่แดงก่ำด้วยความเขินอาย บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด กำแพงความรู้สึกที่พายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองเริ่มร้าวลงทีละนิด จากความหมั่นไส้กลายเป็นความหวั่นไหวที่ยากจะควบคุม
"พรุ่งนี้ส่งงานสิบโมงเช้า ห้ามสายเด็ดขาดนะคะคุณพาย" ทิวากระซิบบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฝัน ก่อนจะวางพู่กันลงบนโต๊ะวาดรูปอย่างทะนุถนอมแล้วหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องไป
พายยืนกอดอก มองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังจะพ้นขอบประตู ความรู้สึกบางอย่างกำลังตีรวนอยู่ในอกจนเธอเองก็อธิบายไม่ถูก มือเรียวเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เขาเพิ่งเช็ดให้สะอาดเอี่ยมขึ้นมาสัมผัสเบาๆ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทว่า... ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพ้นธรณีประตูห้องไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเงาร่างของใครอีกคนก็ปรากฏขึ้นตัดหน้าอย่างกะทันหัน
"ดึกดื่นป่านนี้ สถาปัตย์ปีสามเขามีวัฒนธรรมมาสุมหัวกันสองต่อสองในห้องมืดๆ แบบนี้หรอครับน้องพาย" เสียงทุ้มกวนประสาทของกวิน รุ่นพี่ปีสี่ตัวแสบเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ดวงตาสองชั้นกวาดมองทั้งคู่ด้วยแววตาจับผิดและคุกคามอย่างเห็นได้ชัด
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกาวใจให้กันในตอนนี้นะคะ
สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม•ตอนที่ 6
เมื่อกำแพงเริ่มร้าว
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!