สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม•ตอนที่ 15

มื้อค่ำหลังงานดึก

ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
“ถ้าคิดจะมาเพื่อป่วนงาน แล้วเชิญออกไปทางเดิมได้เลยค่ะ รุ่นพี่กวิน” น้ำเสียงของพายไม่ได้ดังแต่มันเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบในห้องประชุม ทว่าบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามา—ผู้ชายร่างสูงในเสื้อช็อปเซอร์ๆ ที่ปลดกระดุมเม็ดบนเผยให้เห็นสร้อยเงินเส้นหนา—กลับไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย เขากลับยกยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้นเสยผมลอนหยักศกที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยอย่างไม่รีบร้อน สายตากวาดมองหลักฐานชิ้นโบแดงบนโต๊ะที่พายเพิ่งงัดออกมาสู้ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ทิวาซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างกัน “แหม, ใจร้ายจังนะเด็กสถาปัตย์ปีสาม... พี่แค่วิ่งเอาเอกสารงบประมาณที่อาจารย์ฝากไว้มาส่งให้ต่างหาก ไม่ได้จะมาพังตึกของพวกเธอเสียหน่อย” กวินทอดเสียงยานคางอย่างกวนประสาท ดวงตาคมกริบเหลือบมองหน้าจอแท็บเล็ตที่ยังแสดงภาพร่างผังโครงสร้างตึกเก่าค้างไว้ “แล้วนี่อะไรกันเนี่ย? หลักฐานมัดตัวเชียว... ขยันกันผิดเวลานะเรา” “ถ้าไม่มีธุระอะไรอื่น ก็วางเอกสารไว้แล้วเชิญค่ะ” ทิวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ แต่แววตาหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมนั้นกลับแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ทันเกมของรุ่นพี่ตัวแสบคนนี้ดีว่าจงใจโผล่มาจังหวะนี้เพื่อทำลายสมาธิ บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น รัศมีการปะทะกันระหว่างคนสามคนคุกรุ่นจนแทบจะได้กลิ่นโอโซนประตูก่อนฝนตก พายขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นA-lineชัดเจน ความอึดอัดนี้ทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่ใช่เพราะกลัวกวิน แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเธอกับทิวาที่ยืนเบียดกันอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเล็กๆ นี้มันใกล้เกินไป ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านทะลุเสื้อช็อป และเมื่อกวินโยนเอกสารปึกนั้นลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปึก!* แล้วเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มชวนหมั่นไส้ ทิ้งให้ห้องกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง ความเงียบนั้นกลับยิ่งตอกย้ำเสียงหัวใจของพายเองที่เต้นโครมครามจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน “ดึกป่านนี้แล้ว...” ทิวาทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อหันมามองหน้าเธอ “สมองส่วนตรรกะของเธอน่าจะรวนไปหมดแล้วล่ะพาย เลิกเถียงกับตัวเองแล้วเก็บของเถอะค่ะ” “ใครรวนไม่ทราบคะ? ฉันยังไหวไหมล่ะ” พายเชิดหน้าเถียงตามสัญชาตญาณ แม้ว่าท้องของเธอจะส่งเสียงร้องโครกคราญออกมาประจานความหิวทันทีที่พูดจบ ทิวาหลุดหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ที่นานๆ ครั้งจะได้ยินจากผู้ชายปากแข็งคนนี้ รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นชั่วแวบหนึ่งทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด “เสียงท้องเธอดังกว่าสมองเธอล่ะมั้ง... ไปค่ะ ไปหาอะไรใส่ท้องก่อนที่ฉันจะต้องแบกเธอออกจากตึกนี้” “ไม่ต้องมาทำเป็นสั่งเลยนะทิวา!” ถึงจะปากเก่งปฏิเสธ แต่ขาสองข้างกลับยอมก้าวตามแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงที่เดินนำออกไปอย่างไร้ข้อกัดแย้ง เวลาเกือบเที่ยงคืนแบบนี้ ร้านรวงรอบมหาวิทยาลัยปิดทำการเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงร้านบะหมี่เกี๊ยวรถเข็นเจ้าประจำตรงหัวมุมถนนหน้าคณะ ที่มีแสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องกระทบไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาจากหม้อลวกเส้น กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูกลมกล่อมลอยมาแตะจมูกทันทีที่ทั้งสองเดินไปถึง “เอาบะหมี่แห้งพิเศษหมูแดงสองค่ะป้า ใส่ไข่มะตูมด้วยนะ” ทิวาสั่งกับคุณป้าเจ้าของร้านอย่างคล่องแคล่วก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงฝั่งตรงข้ามกับพาย บรรยากาศริมถนนยามดึกเงียบสงบกว่าตอนกลางวันมาก มีเพียงเสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปเป็นระยะๆ พายใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่ในชามไปมาอย่างไร้จุดหมาย ความนิ่งงันระหว่างเธอกับทิวากลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความนิ่งที่อึดอัดเหมือนในห้องประชุมเมื่อตอนหัวค่ำ มันเป็นความเงียบที่มีบทสนทนาทางสายตาซ่อนอยู่ “มองหน้าฉันแบบนี้ มีอะไรติดอยู่บนหน้าหรือไงคะคุณสถาปนิก?” พายอดรนทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน เมื่อรู้ตัวว่าถูกจ้องมองมานานเกินไป ทิวาวางตะเกียบลงในชามที่พร่องไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขายกมือขึ้นเท้าคาง ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าเนียนที่ถูกย้อมด้วยแสงไฟสีส้มอุ่นๆ “เปล่าค่ะ... แค่กำลังคิดว่า เวลาเธอไม่ได้ทำหน้าดุใส่ฉัน มันก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน” คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปะทะหัวใจของพายเต็มแรงจนเธอสำลักเส้นบะหมี่ที่เพิ่งตักเข้าปาก “แค๊กๆ! นายพูดบ้าอะไรเนี่ยทิวา!” เธอยกมือขึ้นทุบอกตัวเองพร้อมกับใบหน้าที่เห่อร้อนขึ้นสีแดงจัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเผ็ดของพริกป่นหรือเพราะความเขินอายที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ทิวารempathyความซิ่นของตัวเองทันที เขายื่นแก้วน้ำพลาสติกส่งให้เธอด้วยความรวดเร็ว นิ้วเรียหายใจเข้าลูบหลังให้อย่างเบามือ “กินระวังๆ หน่อยสิคะ เป็นเด็กหรือไง... เจ็บตัวตลอดเวลาเลยนะเราเนี่ย” สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของเขาที่แตะอยู่บนแผ่นหลังทำให้พายแข็งค้างไปชั่วขณะ ความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งกำแพงความถือดีเหมือนทุกทีทำให้นิ่งใส่กันได้น้อยลงจริงๆ ในเมื่อความรู้สึกข้างในมันเริ่มรั่วซึมออกมาทีละนิดผ่านแววตาและสัมผัสเหล่านี้ พายรับแก้วน้ำมาดื่มโดยไม่กล้าสบตา หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เธอก้มหน้ามองตักตัวเอง พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่หวานเกินไปนี้ “นี่... เรื่องรุ่นพี่กวิน...” พายเริ่มต้นเสียงแผ่ว “นายคิดว่าเขาจะเล่นตุกติกอะไรอีกไหม?” ทิวายังคงไม่ขยับหนี เขายังคงมองเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา “ต่อให้เขาจะเล่นตุกติกอะไร... ฉันก็ไม่ปล่อยให้ใครมาทำลายโปรเจกต์ที่เราตั้งใจทำร่วมกันหรอกค่ะ” เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างแก้ม “รวมถึง... ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายความรู้สึกของเธอด้วย” คำพูดนั้นทำให้พายชะงักงัน เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากเถียงหรือซ่อนความเขินอาย ทันใดนั้น เสียงเบรกเอี๊ยดของรถจักรยานยนต์คันใหญ่ก็ดังขึ้นกระชากบรรยากาศโรแมนติกให้ขาดวิ่น ร่างของชายหนุ่มในชุดช็อปคณะวิศวะฯ ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีเร่งรีบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด และก่อนที่ทิวาหรือพายจะทันได้เอ่ยถาม บุคคลมาใหม่ก็ตะโกนลั่นร้านด้วยเสียงหอบเหนื่อย “ไอ้ทิวา! รีบกลับไปที่คณะด่วนเลยเว้ย! ตอนนี้แบบโมเดลตึกเก่าโซน C ของพวกแก... กำลังถูกไฟไหม้!” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิบชานมฟินๆ ไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจไม่ให้รั่วซึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%