เสียงมีดอีโต้กระทบกับเขียงไม้ประดู่ดัง *ตับ... ตับ... ตับ...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวดินเหนียวที่มีรอยร้าวตามผนัง ควันสีเทาจาง ๆ จากเตาฟืนลอยอ้อยอิ่งเคล้ากลิ่นอายดินชื้นหลังฝน หลินฟางเซียนตวัดข้อมืออย่างคล่องแคล่ว เนื้อหมูป่าติดมันที่เพิ่งแล่มาสด ๆ ถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ความยืดหยุ่นของเนื้อและชั้นไขมันสีขาวหนาบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของผืนป่าหลังเขาได้อย่างดี
นี่ไม่ใช่ยุคที่เธอคุ้นเคย... โลกปี 1978 ในชนบทห่างไกลความเจริญแห่งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ข้าวสารในถังมีก้นบึ้ง ผักในสวนมีเพียงหัวไชเท้าร่อยหรอกับกะหล่ำปลีใบเหี่ยว ๆ ทว่าสำหรับเชฟมือหนึ่งอย่างเธอ ความขาดแคลนไม่เคยเป็นอุปสรรค หากแต่เป็นสนามประลองฝีมือชั้นยอด
"ฟางเซียน... ให้ผมช่วยก่อไฟดีกว่าไหมครับ คุณจัดการกับเนื้อพวกนั้นท่าทางจะหนักแรงเกินไป"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือความเก้ ๆ กัง ๆ ดังขึ้นจากมุมเตาไฟ ร้อยเอกเว่ยอิงนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย มือหนาหยาบกร้านจากการจับปืนและถือจอบกำลังพยายามเป่าลมใส่กองฟืนที่เพิ่งสุม ทว่าควันไฟกลับตีเข้าหน้าจนชายหนุ่มต้องกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าคมคายที่มักจะนิ่งขรึมและสร้างความเกรงกลัวให้คนทั้งกองพันบัดนี้มีรอยเขม่าดำเปื้อนข้างแก้ม ดูซื่อจนน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
ฟางเซียนเหลือบมองสามีหมาด ๆ ที่แต่งงานกันตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและประเพณีท้องถิ่น มุมปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อทอประกายขบขันระคนเอ็นดู
"ร้อยเอกเว่ยผู้เกรียงไกรในค่ายทหาร กลัวควันไฟในครัวเรือนหรืออย่างไรครับ?" เธอเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะวางมีดลงแล้วหยิบเกลือเม็ดหยาบกับขวดซีอิ๊วเก่า ๆ ขึ้นมา "ถอยไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวไฟมอดหมดก่อนที่เราจะได้กินข้าวเที่ยงกันพอดี"
เว่ยอิงยอมขยับถอยแต่โดยดี สายตาดมดมกลิ่นควันพลางมองตามร่างเพรียระหัดของภรรยาที่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว แม้ชุดผ้าฝ้ายสีหม่นจะดูเรียบง่ายและเก่าคร่ำคร่า แต่ท่าทีสง่างามและความมั่นใจที่ฉายชัดในแววตานั้น ทำให้เขารู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าช่างแตกต่างจากสะใภ้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ราวฟ้ากับเหว
ตั้งแต่ตื่นมาพบว่าตัวเองมีภรรยาที่ญาติฝ่ายสามีส่งมาให้เพื่อเป็นภาระ เว่ยอิงเตรียมใจรับมือกับความวุ่นวายและการเรียกร้องเอาแต่ใจไว้แล้ว แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความเงียบสงบ รอยยิ้มที่ซ่อนเล่ห์กล และมื้ออาหารจากสองมือเรียวคู่นี้...
ฟางเซียนไม่รอช้า เธอจัดการเทน้ำมันหมูลงในกระทะเหล็กใบเก่าที่ผ่านการใช้งานมาโชกโชน เมื่อกระทะร้อนได้ที่ เธอก็โยนพริกแห้ง ขิงแก่หั่นแว่น และกระเทียมทุบลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง กลิ่นฉุนจมูกของเครื่องเทศป่าผสมกับไขมันหมูที่ละลายเดือดพล่านช่วยปลุกประสาทสัมผัสในห้องครัวแคบ ๆ ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
*ฉ่า—!*
เสียงเนื้อหมูป่าสัมผัสกับกระทะร้อนจัดดังสนั่น ตามมาด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนของเนื้อสัตว์ที่ถูกความร้อนขับน้ำมันส่วนเกินออกมา ฟางเซียนใช้ตะหลิวไม้ผัดพลิกอย่างรวดเร็ว สีของเนื้อหมูเปลี่ยนจากแดงสดเป็นสีน้ำตาลอ่อนเคลือบด้วยความมันวาว น่ากินจนแม้แต่เว่ยอิงที่กินอาหารกองทัพมาค่อนชีวิตยังต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว
"นี่คือ... เมนูอะไรหรือครับ?" เว่ยอิงอดถามไม่ได้ ดวงตาคมกริบมองกระทะไม่วางตา
"ผัดพริกแห้งเนื้อหมูป่าใส่หน่อไม้ดองครับ" ฟางเซียนตอบพางตักหน่อไม้ดองสีเหลืองอ่อนที่เธอแอบดึงออกมาจากมิติวิเศษเมื่อครู่ลงไปผัดเคล้าให้เข้ากัน "หน่อไม้พวกนี้ผมไปเก็บมาจากชายป่าเมื่อวาน เอามาดองเกลือไว้พอดีเป๊ะ รสเปรี้ยวนิด ๆ จะช่วยตัดความเลี่ยนของเนื้อหมูป่าได้ดีนัก"
กลิ่นหอมจัดจ้านของพริกและหน่อไม้ดองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่เพียงแต่อยู่ในห้องครัว แต่ยังลอยออกไปตามรอยแตกของฝาผนังบ้านไม้เก่า ๆ ทะยานผ่านรั้วเตี้ย ๆ ไปจนถึงทางเดินดินลูกรังด้านนอก
ฟางเซียนตักอาหารสีสันน่ารับประทานใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามที่บิ่นมุมหนึ่ง โรยหน้าด้วยใบผักชีฝรั่งซอยหยาบ ๆ ตามด้วยซุปหัวไชเท้ากระดูกหมูซดร้อน ๆ ที่เคี่ยวจนน้ำซุปหวานกลมกล่อม ทั้งหมดถูกจัดวางลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยกลางห้อง
เว่ยอิงนั่งลงฝั่งตรงข้าม มือหนาลังเลเล็กน้อยก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีชิ้นเนื้อหมูป่าเข้าปาก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
สัมผัสแรกคือความกรอบนอกนุ่มในของเนื้อหมูป่า ตามด้วยรสเผ็ดร้อนของพริกที่กระตุ้นปลายลิ้น และตัดเลี่ยนด้วยความเปรี้ยวกำลังดีของหน่อไม้ดอง รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมที่ระเบิดอยู่ในปากทำให้ชายหนุ่มผู้ผ่านศึกมาโชกโชนถึงกับนิ่งงัน เขากินข้าวเกือบหมดชามในเวลาไม่ถึงอึดใจโดยแทบไม่เงยหน้าขึ้นมามองภรรยา
ฟางเซียนมองท่าทางนั้นแล้วหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "ช้า ๆ หน่อยก็ได้ครับ ไม่มีใครแย่งคุณกินหรอก"
เว่ยอิงวางตะเกียบลง ใบหน้าคมคายแดงเรื่อด้วยความเขินอายเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง ยิ่งกับเรื่องชมคนยิ่งทำไม่เป็น แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในอกเวลานี้มันชัดเจนเสียจนปิดไม่มิด
"อร่อยมากครับ... ผมไม่เคยินอาหารอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง
ฟางเซียนยิ้มรับ รอยยิ้มนั้นพราวระยับด้วยความมั่นใจ เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรก ในโลกที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและญาติผู้พี่ใจร้ายที่คอยจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวนี้ เธอยังมีแผนการอีกมากมายที่จะใช้ "ฝีมือปลายจวัก" และ "มิติลับ" พลิกสถานการณ์
ทว่า... ความสงบสุขในบ้านหลังเล็กมักอยู่ได้ไม่นาน
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดของหลี่ว์ซื่อ ป้าสะใภ้จอมะเร็งสังคมที่มักจะมาสร้างความรำคาญให้ไม่เว้นแต่ละวัน
"หลินฟางเซียน! นังตัวดี! แกกับไอ้ทหารไร้ประโยชน์ข้างใน เปิดประตูเดี๋ยวนี้! อย่าคิดว่าซ่อนตัวอยู่แล้วจะหนีพ้นเรื่องหนี้สินของตระกูลหลินได้!"
เสียงตะโกนด่าทอหยาบคายดังแทรกเข้ามาในความเงียบ เว่ยอิงขมวดคิ้วมุ่น รัศมีกดดันแผ่ออกมาจากร่างหนาทันที ชายหนุ่มกำลังจะลุกขึ้นไปจัดการ แต่ฟางเซียนกลับเอื้อมมือเรียวไปแตะแขนเขาไว้เบา ๆ
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ใจเย็นก่อนครับคุณสามี..." ฟางเซียนกระซิบเสียงหวานลอดไรฟัน แววตาสعุดประกายความเจ้าเล่ห์ "ในเมื่อพวกเขาลำบากอยากได้เงินนัก วันนี้เรามาต้อนรับแขกไม่เชิญด้วย 'เมนูพิเศษ' ที่เตรียมไว้ให้โดยเฉพาะกันดีกว่า"
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินไปที่ประตูบ้านช้า ๆ ท่ามกลางสายตาของเว่ยอิงที่มองตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งทึ่ง ห่วงใย และ... พร้อมจะกวาดล้างทุกคนที่กล้าทำให้ภรรยาของเขาต้องขัดเคืองใจ
มือบางเอื้อมไปปลดกลอนประตูดันออกกว้าง ทว่าก่อนที่เสียงโวยวายของป้าสะใภ้จะทันได้หลุดพ้นริมฝีปาก ประตูบ้านก็เปิดผางออกเผยให้เห็นร่างอวบอ้วนของหลี่ว์ซื่อที่กำลังยกมือขึ้นเตรียมจะทุบซ้ำ แต่สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังประตูกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวอย่างที่นางคาดคิด
รอยยิ้มการค้าที่เคลือบยาพิษของฟางเซียนแย้มขึ้นช้า ๆ พร้อมกับประโยคต้อนรับที่ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าชา
"ป้าสะใภ้มาได้จังหวะพอดีเลยครับ... ผมกำลังคิดอยู่พอดีว่า จะเอาเงินค่าหัวคิวที่ป้ายักยอกไปเมื่อเดือนก่อน มาทวงคืนยังไงดี"
หลี่ว์ซื่ออ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน ทว่าก่อนที่นางจะทันได้แผดเสียงแหลมสวนกลับ ร่างสูงใหญ่ของเว่ยอิงก็ก้าวออกมายืนซ้อนหลังภรรยา พร้อมกับเงาอันน่าสะพรึงกลัวที่ทาบทับลงมาจนป้าสะใภ้ถึงกับถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา
...และในวินาทีนั้นเอง ที่เสียงฝีเท้าหนักอึ้งอีกหลายคู่กำลังดังใกล้เข้ามาจากปากทางเข้าบ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเว่ยอิงจากทหารสื่อสารที่วิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล
"ผู้กองเว่ยครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่กองพัน!"
(ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในกลิ่นอายชาหอมกรุ่นและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายนี้ด้วยกันนะครับ — ใบชาหอมหมื่นลี้)
แม่ค้าไร่ชาผู้แสบสันกับนายทหารที่พรรณนาไม่เป็น•ตอนที่ 3
อาหารจานแรกในยุคลำบาก
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าไร่ชาผู้แสบสันกับนายทหารที่พรรณนาไม่เป็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!