"ถ้าแกยังกล้าก้าวเท้าเข้ามาในเขตไร่ชาของฉันอีกก้าวเดียว ขาของแกจะได้ไปเดินเล่นที่โรงพยาบาลสนามแทนที่จะได้เดินกลับบ้าน, ป้าสะใภ้รอง!"
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่เย็นเยียบจนบาดลึกถึงขั้วหัวกระดูกดังขึ้น ท่ามกลางไอน้ำพวยพุ่งจากเตาเคี่ยวใบชา หลินฟางเซียนยืนถือกระบวยไม้ไผ่ด้ามยาว สายตาคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคม ทอดมองร่างท้วมของหลี่ชุนฮวา—ป้าสะใภ้ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าหนาหน้าทน ที่บัดนี้กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูห้องครัว มือข้างหนึ่งยังซุกอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยยอดชาอู่หลงเกรดพรีเมียมและไข่ไก่บ้านที่ฟางเซียนตั้งใจจะเก็บไว้ทำอาหารให้เว่ยอิง
บรรยากาศในห้องครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาคั่วใหม่ๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายความชื้นของดินหลังฝนตกบนยอดเขาสูง
หลี่ชุนฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางส่งยิ้มแห้งแล้งพยายามกลบเกลื่อนความผิด "ฟางเซียน... นู่นนี่นั่นอะไรกันเล่า เราเป็นญาติกันนะ ลูกหลานตระกูลหลินเหมือนกัน ป้าแค่... แค่เห็นว่าเดี๋ยวชาพวกนี้จะขึ้นราเสียเปล่า เลยจะช่วยเอาไปตากให้ที่ลานบ้านต่างหากเล่า ทำไมต้องพูดจาใจร้ายใจดำเช่นนี้ด้วย!"
"ช่วยตาก?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวingต่ำๆ นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน นางก้าวช้าๆ เข้าหาผู้เป็นป้าสะใภ้ ท่วงท่าสง่างามแต่มั่นคงราวกับพยัคฆ์สาวที่กำลังต้อนเหยื่อ "ยอดชาชั้นเลิศที่เด็ดด้วยมือฉันเองเมื่อยามรุ่งสาง คั่วด้วยไฟอ่อนนานสามชั่วยามเพื่อรักษาความหวาน ป้าจะเอาไปตากแดดเปรี้ยงๆ ที่ลานบ้านท่านน่ะหรือ? หรือว่าจะเอาไปซุกไว้ในกระสอบข้าวสารบ้านตัวเองกันแน่!"
"นัง... นังเด็กไม่รักดี! ปากคอเราะร้ายนัก!" เมื่อถูกจับได้ไล่ทัน หลี่ชุนฮวาก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ สลัดคราบญาติผู้ใหญ่ใจดีทิ้งทันที นางเท้าสะเอว ชี้หน้าหลานสาวด้วยความโกรธเกรี้ยว "พ่อแม่แกตายจากไปตั้งแต่ยังเล็ก ถ้าไม่มีตระกูลหลินคอยข้าวคอยน้ำหยิบยื่นให้ แกจะมีปัญญามาสร้างกระท่อมหลังนี้เรอะ! แค่ชากับไข่ไม่กี่ฟอง แกถึงกับกล้าขับไลไสส่งป้าผู้มีพระคุณอย่างนั้นรึ!"
ฟางเซียนไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางตักน้ำชาอุ่นๆ จากหม้อดินเผาขึ้นมาจิบรสชาติหนึ่งคำอย่างใจเย็น ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยพิจารณาป้าสะใภ้ผู้หน้าหนา
"พระคุณ?" ฟางเซียนทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน "ข้าวสารสักถัง น้ำมันสักหยดที่พวกท่านเคยเมตตาให้เด็กกำพร้าสองพี่น้องกินเมื่อสิบปีก่อน ฉันจดจำไว้ในใจเสมอ... และทดแทนด้วยเงินสามสิบหยวนที่พวกท่านมาไถ่ถามยืมไปเมื่อปีกลาย พร้อมกับที่ดินแปลงเล็กเชิงเขาที่พวกท่านฮุบเอาไปหน้าตาเฉย แบบนี้เขาเรียกว่า 'หักลบกลบหนี้' กันจนหมดเกลี้ยงแล้วกระมังครับ... อ้อ ขอโทษที ฉันติดปากพูดตามสามีไปหน่อย"
ฟางเซียนจงใจเน้นคำว่า 'สามี' พร้อมกับรอยยิ้มเยาะ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มของร้อยเอกเว่ยอิงก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ในครัวแวบเดียวก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
"เกิดอะไรขึ้นครับ?" เว่ยอิงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องพยายาม สายตาที่เขามองหลี่ชุนฮวานั้นเย็นชาเสียจนผู้เป็นป้าสะใภ้ถึงกับสะท้านเยือก
ก่อนที่หลี่ชุนฮวาจะได้อ้าปากฟ้องร้องบิดเบือนความจริง ประตูรั้วด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงตะโกนโหวตเหวกโวยวายของลุงใหญ่วัยกลางคนและลูกชายตัวดีที่พากันถือจอบและเสียมบุกเข้ามา
"เว่ยอิง! แกกลับมาก็ดีแล้ว! ดูเมียแกสิ รังแกคนแก่เฒ่าตระกูลเดียวกันได้อย่างไร!" ลุงใหญ่ชี้หน้าด่ากราดทันทีโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ "หลินฟางเซียน เป็นแค่ผู้หญิงขายชาข้างถนน ทำตัวหยิ่งยโส คิดจะตัดญาติขาดมิตรกับพวกเราหรือไง!"
เว่ยอิงขยับตัวเข้ามาบังด้านหน้าของฟางเซียนไว้โดยสัญชาตญาณ ร่างกายกำยำของนายทหารหนุ่มเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่พร้อมปกป้องภรรยาจากอันตรายทั้งปวง เขาไม่ได้ตะโกนตอบโต้ แต่แววตาที่จ้องมองกลุ่มญาติจอมปล้นสะดุดนั้น ทำให้ลุงใหญ่ถึงกับชะงักถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ภรรยาผม... ทำอะไรผิดหรือครับ?" เว่ยอิงเอ่ยถาม ชายหนุ่มปรายตามองตะกร้าชาในมือหลี่ชุนฮวา "แล้วเหตุใด ของในบ้านเราจึงไปอยู่ในตะกร้าของญาติผู้ใหญ่ได้ล่ะครับ... แบบนี้ในกฎหมายทหารและกฎหมายหมู่บ้าน เขาเรียกว่า 'ลักทรัพย์ยามวิกาล' หรือ 'บุกรุกเคหสถาน' ดีครับ"
"แก... ไอ้ทหารป่าเถื่อน!" ลุงใหญ่หน้าดำคร่ำเครียด โกรธจนตัวสั่นเทาแต่ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าใกล้เว่ยอิงเพราะรู้ซึ้งถึงฝีมือหมัดมวยของชายหนุ่มดี "พวกแกสองคนผัวเมียรอ15วันให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมาตรวจสอบเอกสารสิทธิ์เถอะ ถึงตอนนั้น ไร่ชานี่ ไร่ผักนั่น จะต้องตกเป็นของตระกูลหลินทั้งหมด! พวกแกจะต้องหอบผ้าหนีออกไปจากหมู่บ้านอย่างหมาข้างถนน!"
ฟางเซียนที่ยืนอยู่ด้านหลังเว่ยอิงค่อยๆ โผล่หน้าออกมา รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัว แต่กลับแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างเหนือกว่า
"เอกสารสิทธิ์ที่ดินงั้นหรือครับ... ลุงใหญ่ ลองก้มลงมองดูรองเท้าของตัวเองดีๆ ก่อนดีกว่านะครับ ว่าเหยียบอยู่บนดินของใคร" ฟางเซียนก้าวออกมาจากเงาของสามี นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ สลัดเบาๆ ให้คลี่ออก "นี่คือโฉนดฉบับจริงที่ประทับตราประทับถูกต้องตามกฎหมายจากอำเภอ เมื่อวานนี้เองที่ฉันเพิ่งไปชำระภาษีที่ดินทั้งหมดล่วงหน้าสามปี และเปลี่ยนชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้ว"
สีหน้าของลุงใหญ่และหลี่ชุนฮวาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาวทันที พวกเขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
"เป็นไปไม่ได้! โฉนดนั่นควรจะอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้าน..."
"ผู้ใหญ่บ้านเซ็นโอนให้ฉันอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ" เสียงทุ้มของเว่ยอิงเสริมขึ้นอย่างทรงพลัง พร้อมกับชูเอกสารสำเนาอีกฉบับขึ้นมา "และในฐานะที่ผมเป็นนายทหารประจำการ การเข้ามาข่มขู่คุกคามครอบครัวทหาร และพยายามลักทรัพย์สินในยามวิกาลเช่นนี้... ผมมีสิทธิ์ชอบธรรมในการควบคุมตัวพวกคุณส่งสถานีตำรวจตำบลได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงสิบห้าวัน"
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลงในทันที ลุงใหญ่และภรรยาหน้าซีดเผือด รู้ตัวว่าวันนี้เตะเหล็กเข้าให้แล้ว พวกเขาถอยกรูดออกไปทีละก้าวอย่างลิบลับ ก่อนจะโยนตะกร้าชาทิ้งแล้ววิ่งหนีหายลับไปจากประตูไร่ด้วยความรวดเร็ว
ฟางเซียนมองตามหลังคนทั้งสองด้วยแววตาพึงพอใจ นางพรูลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับสามีหนุ่มที่ยืนมองนางด้วยสายตาคลั่งรักและอ่อนโยนจนแทบละลาย
"เก่งมากครับภรรยา" เว่ยอิงเอ่ยชมเสียงนุ่ม มือหนายื่นไปปัดเศษใบชาที่ติดอยู่บริเวณไหล่ของนางอย่างทะนุถนอม "แต่คราวหลัง... ปล่อยให้ผมจัดการคนพวกนี้เถอะครับ อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงใกล้พวกคนพาลเลย"
ฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้าหวาน "ผู้กองเว่ยคะ... เอ่อ ผู้กองเว่ยครับ คิดว่าฉันจัดการเองไม่ไหวหรือไงคะ... เอ๊ย ครับ!" นางแก้คำพูดแทบไม่ทัน ทำให้เว่ยอิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงที่อบอุ่นและมีเสน่ห์ยิ่งนัก
"ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ผมก็สนับสนุนเสมอครับ" เว่ยอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคมจ้องมองริมฝีปากบางของภรรยาด้วยความหลงใหล "ว่าแต่... เหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อครู่ ทำให้ผมใช้พลังงานไปเยอะมาก คุณภรรยาพอจะมีเมนูอะไรเยียวยาสามีผู้ตาดำๆ คนนี้บ้างไหมครับ"
ฟางเซียนอมยิ้ม นางหันหลังกลับเดินนำเข้าห้องครัว เปิดฝาหม้อดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งเคี่ยวอยู่บนเตาถ่าน กลิ่นหอมเย้ายวนใจของน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนผสมผสานกับกลิ่นหอมของเห็ดหอมป่าและเก๋ากี้ก็โชยฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องครัวและลอยออกไปถึงนอกรั้วบ้าน ชวนให้ผู้ที่ได้กลิ่นน้ำลายสอขึ้นมาทันที
"มีสิคะ... เอ่อ มีสิครับ" ฟางเซียนแกล้งล้อเลียนการแก้คำพูดของตัวเอง นางตัก 'ซุปไก่ดำตุ๋นโสมภูเขาและใบชาอ่อน' ใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างประณีต น้ำซุปสีทองใสแจ๋วส่งควันกรุ่น พร้อมกับเนื้อไก่ที่เปื่อยนุ่มจนร่อนออกจากกระดูก
เว่ยอิงสูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึก สีหน้าผ่อนคลายลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องเบาๆ
ทว่า ในขณะที่ฟางเซียนกำลังจะยื่นชามซุปส่งให้สามี สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาดำประหลาดพาดผ่านหน้าต่างครัว พร้อมกับเสียงเคาะกระจกเบาๆ สามครั้งเป็นรหัสลับที่ทำให้นางชะงักมือค้างกลางอากาศ
เว่ยอิงหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณทหารตื่นตัวเต็มที่ เขาวางชามซุปในมือลงอย่างเงียบเชียบ ขยับกายไปบังหน้าต่าง ก่อนจะกระชากผ้าม่านเปิดออกด้วยความรวดเร็ว—
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่โจรผู้ร้ายจากตระกูลหลิน แต่เป็นจดหมายสีแดงสดฉบับหนึ่งที่ถูกเสียบไว้ด้วยลูกศรไม้ไวกिंग ปักคาอยู่กับกรอบหน้าต่าง และข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขียนไว้ว่า...
*"ระวังตัวไว้ ของเล่นในไร่ชาของแก กำลังจะถูกคนเบื้องบนยึดคืนในคืนนี้..."*
— ใบชาหอมหมื่นลี้ —
แม่ค้าไร่ชาผู้แสบสันกับนายทหารที่พรรณนาไม่เป็น•ตอนที่ 4
ศึกปะทะป้าสะใภ้จอมโวย
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าไร่ชาผู้แสบสันกับนายทหารที่พรรณนาไม่เป็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!