เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด•ตอนที่ 3

สนามรบในห้องครัว

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงกระแทกของกระทะเหล็กหล่อกับหน้าเตาแก๊สแรงดันสูงดังสนั่นราวกับเสียงประกาศศึก กลิ่นหอมฉุนของกระเทียมเจียวพริกแห้งและใบกะเพราป่าคั่วจนน้ำมันเดือดพล่านตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวปิดทึบของร้าน *‘Kinn’s Table’* อุณหภูมิภายในห้องครัวเวลานี้พุ่งสูงจนแทบจะละลายความใจเย็นของทุกคนให้มลายหายไป แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังกว้างของเชฟหนุ่มเจ้าของร้าน คินน์ไม่ได้หันกลับมามองคนที่เพิ่งก้าวล้ำเข้ามาในอาณาจักรส่วนตัวของเขา แต่เขารู้ดีว่าเธออยู่ที่ไหน—กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นดอกไม้ป่าจางๆ ที่ลอยตัดผ่านควันโขมงของห้องครัวมาได้นั้น มีเพียงผู้หญิงคนเดียวที่กล้าวิจารณ์อาหารของเขาด้วยคำว่า ‘ขยะเปียกยกระดับ’ บนโลกออนไลน์ “กล้ามากนะที่กล้าเดินเข้ามาเหยียบในครัวของฉัน” คินน์ปิดเตาเสียงดังสนั่น เขากวาดผัดกะเพราเนื้อวากิวออสเตรเลียหั่นเต๋าลงบนจานกระเบื้องสีขาวสะอาดตาอย่างไม่แยแสความสวยงามนัก ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกเชฟสีดำหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเย้ยหยัน “นึกว่าจะเก่งแต่หลังคีย์บอร์ดซะอีก คุณริน บล็อกเกอร์คนดัง” รินยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์สแตนเลสอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดตามองความรกและร่องรอยคราบซอสบนพื้นด้วยสายตาจับผิด ริมฝีปากสีพีชธรรมชาติยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เชือดเฉือนและกวนประสาทที่สุดเท่าที่คินน์เคยพบมาในชีวิต “ถ้าฉันไม่มาเห็นกับตาตัวเองว่าเชฟผู้ยิ่งใหญ่ใช้อารมณ์ปรุงอาหารมากกว่าสติ ฉันก็คงไม่รู้หรอกค่ะว่ารีวิวของฉันมันตรงทุกตัวอักษร” รินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บ่งบอกว่าเธอไม่เคยคิดจะเกรงกลัวอีโก้พองโตของชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย “เนื้อวากิวเกรดเอชิ้นนั้นถูกคุณทำลายด้วยไฟแรงเกินไปจนเนื้อหดกระด้าง กลิ่นพริกไทยดำกลบความหวานตามธรรมชาติของเนื้อจนหมดสิ้น... คุณเรียกสิ่งนี้ว่าความพิถีพิถันเหรอคะ?” “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเนื้อชิ้นนี้บ้างริน?” คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว จนรินต้องผถอยหลังไปชนขอบเคาน์เตอร์โดยอัตโนมัติ ความสูงของเขาทำให้รินต้องเงยหน้าขึ้นมอง และนั่นทำให้เธอเห็นประกายไฟในดวงตาคู่นั้นชัดเจนขึ้น คินน์โน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ เจือกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน “คุณแค่อิ่มเอมกับความสุขชั่วคราวตามร้านอาหารหรูๆ ที่เขาป้อนคำหวานให้คุณจนลิ้นจ่ายชาไปหมดแล้ว แต่คุณไม่เคยเข้าใจศิลปะของการดิ้นรนในจานอาหารเลยสักนิด” รินใจเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไปจนเธอเกือบจะลืมบทพูดในหัว กลิ่นกายผสมกลิ่นอายความร้อนของเตาไฟจากตัวเขามันช่างเย้ายวนอย่างประหลาด แต่เธอจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเด็ดขาด รินยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้เบาๆ แต่สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นตึงใต้เสื้อเชอร์ตึงเปรี๊ยะ เธอเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ อย่างไม่ยอมแพ้ “ศิลปะเหรอคะ? อย่าเอาคำว่าศิลปะมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ของคุณเลยค่ะ เชฟคินน์ ถ้าคุณมั่นใจนักว่าอาหารของคุณมันไร้ที่ติ ทำไมคุณถึงต้องดิ้นรนเรียกฉันมาที่นี่ล่ะคะ? กลัวว่าเรตติ้งร้านกระจอกๆ นี่จะเจ๊งตามปากของคุณหรือไง” คำว่า ‘ร้านกระจอกๆ’ เหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบฉายแววอันตราย ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มเหี้ยมเกรียม มือหนาเอื้อมไปหยิบจานกระเพราเนื้อเมื่อครู่ขึ้นมา ถือวิสาสะใช้ช้อนสั้นตักชิ้นเนื้อคำโตขึ้นจ่อตรงริมฝีปากของบล็อกเกอร์สาวทันทีโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว “กินเข้าไป” คินน์สั่งเสียงต่ำพร่า ดวงตาจดจ้องริมฝีปากของเธอไม่วางตา “แล้วถอนคำพูดที่คุณเพิ่งพ่นออกมาซะ” รินชะงัก เธอมองช้อนที่อยู่ตรงหน้าสลับกับใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม สัญชาตญาณบอกให้ถอยหนี แต่อีโก้ในฐานะนักรีวิวผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครกลับสั่งให้เธอก้าวเข้าไปหาความท้าทายนั้น รินเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจอ้าปากรับชิ้นเนื้อนั้นเข้ามาเคี้ยวช้าๆ เพื่อพิสูจน์ความจริง ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องครัวทันที รินเคี้ยวเนื้อวากิวช้าๆ สัมผัสแรกคือความนุ่มชุ่มฉ่ำที่ละลายในปาก ตามด้วยรสชาติเผ็ดร้อนของกะเพราป่าที่ตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว ความหวานของเนื้อวัวค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาตามจังหวะการเคี้ยว มันไม่ใช่ความผิดพลาดอย่างที่เธอปรามาสไว้แม้แต่น้อย แต่มันคือความสมบูรณ์แบบที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่เธอเคยลิ้มลอง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความตกใจฉายชัดผ่านแววตาจนคินน์สังเกตเห็นได้ “ว่าไงล่ะ?” คินน์กระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจนรินรู้สึกขนลุกซู่ “ยังกล้าบอกว่านี่คือขยะเปียกอยู่ไหมครับ... อ้อ ขอโทษที เผลอใช้คำพูดติดปาก” เขายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “คุณจะพูดคำว่าขอโทษออกมาเอง หรือจะให้ผมเป็นคนบังคับให้คุณพูดด้วยวิธีอื่นดีล่ะ” รินกลืนเนื้อคำนั้นลงคออย่างยากลำบาก เธอหันมาจ้องหน้าเขา พยายามรวบรวมความเยือกเย็นทั้งหมดที่มีกลับคืนมา แม้ว่าหัวใจในอกจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม รินขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกนิดจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน เธอยกยิ้มมุมปากเย้ายวนกลับคืนไปบ้าง “ฝันไปเถอะค่ะเชฟ... อาหารมันอร่อยก็จริง แต่อีโก้ของคุณเนี่ย มันยังเหม็นคาวกว่าเนื้อวัวชิ้นนี้ซะอีก” คินน์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ขึ้นด้วยความท้าทายที่ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนกำลังจะตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดไว้ด้วยความเต็มใจ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างทั้งคู่กำลังตึงเครียดจนแทบจะจุดประกายไฟได้นั้นเอง เสียงผลักประตูกระจกหน้าร้านด้านนอกก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าและเสียงเอะอะโวยวายของแขกไม่速之客ที่ก้าวเข้ามาขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวในยามวิกาลนี้เข้าอย่างจัง คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากไล่แขกผู้มาใหม่ รินก็ฉวยโอกาสจังหวะนั้นผลكอกเขาออกเบื้องหน้าอย่างแรงจนเขาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนที่เธอจะรีบหันหลังเตรียมก้าวเดินหนีออกไปจากครัว แต่ทว่า... เมื่อคินน์หันกลับไปมองที่ประตูทางเข้า ร่างสูงถึงกับต้องหยุดชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อเห็นเงาร่างของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในร้าน พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของแขกผู้มาเยือนซึ่งถือเอกสารบางอย่างชูขึ้นกลางอากาศ *ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาสัมผัสความร้อนแรงในค่ำคืนนี้นะคะ* — **กำมะหยี่สีแดง**
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%