เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด•ตอนที่ 13

คำสบถที่แฝงความห่วงใย

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“ฉันเตือนคุณแล้วว่าอย่ามารุ่มร่ามกับริน” เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันออกมาด้วยความกรุ่นโกรธดังขึ้น ท่ามกลางความชุลมุนของงานอีเวนต์อาหารนานาชาติระดับประเทศ แฟลชจากกล้องสื่อสารและแสงไฟนีออนสลัวแทบจะกลายเป็นฉากหลังที่ไร้ความหมาย เมื่อร่างสูงโปรดของเชฟหนุ่มไฟแรงอย่างคินน์ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างบล็อกเกอร์สาวชื่อดังกับชายร่างท้วมเจ้าของบริษัทนำเข้าวัตถุดิบรายใหญ่ ผู้ซึ่งกำลังใช้ความเมามายและสถานะทางสังคมคุกคามรินด้วยการฉุดกระชากข้อมือเล็กอย่างถือวิสาสะ รินหายใจหอบถี่ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนเปอไปด้วยความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบโต้ไอ้คนฉวยโอกาส คินน์ก็จัดการซัดหมัดเข้าที่มุมปากของอีกฝ่ายจนเซถอยหลังไปชนโต๊ะจัดแสดงคานาเป้จนแก้วคริสตัลแตกกระจายเสียงดังสนั่น “เฮ้ย! แกเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาต่อIก!” นักธุรกิจรุ่นใหญ่สบถลั่น ยกมือขึ้นกุมมุมปากที่เริ่มมีเลือดซึมออกมาด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึง “ฉันเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับว่า แกกำลังล้ำเส้นคนที่ฉัน… ไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้อง” คินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องเขม็งไปยังคู่กรณี อีโก้และความเย่อหยิ่งที่เคยมีต่อหน้าสาธารณชนถูกแทนที่ด้วยความเดือดดาลระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ รินรีบดึงชายเสื้อสูทของคินน์ไว้เบาๆ แม้ปากจะบอกว่าเก่งและไม่เคยกลัวใคร แต่ลึกๆ แล้วหัวใจเธอกำลังสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์เมื่อครู่ “พอเถอะค่ะคินน์ อย่ามีเรื่องในงานแบบนี้เลย มันไม่คุ้ม” คินน์หันกลับมามองคนด้านหลัง แววตาที่เคยมองคู่กรณีด้วยความดุร้ายพลันอ่อนลงทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่สั่นระริก เขากวาดสายตามองสำรวจร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อเช็กความเรียบร้อย ก่อนจะถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตนเองมาคลุมไหล่ให้รินเพื่อบังสายตาโลเลจากผู้คนรอบข้างที่เริ่มมุงดู “สั่นเป็นลูกนกแบบนี้ ยังมีหน้ามาบอกให้ฉันพอเหรอ” น้ำเสียงของเขาเจือแววตำหนิ แต่มันกลับอบอุ่นจนน่าประหลาด “บอกให้รออยู่มุมเวที ทำไมถึงซ่อแรดเดินมาแถวโซนวีไอพีคนเดียวฮึ” “นี่! ฉันไม่ได้ซ่อแรดนะยะ ตาบ้านี่!” รินเผลอแหวใส่ตามสัญชาตญาณ ความกลัวเมื่อครู่วันนี้ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ทันทีเมื่อเจอคำพูดขวานผ่าซากของเชฟปากร้าย “ฉันแค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วตานี่ก็เข้าาขวางทางเองต่างหากเล่า!” “แล้วทำไมไม่โทรหาฉัน?” คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดราวกับผู้ปกครองกำลังดุเด็กดื้อ “โทรศัพท์มีไว้ทำไม ประดับไว้เรอะ หรือสมองคุณมันมีแต่เรื่องรีวิวอาหารจนลืมวิธีเอาตัวรอดพื้นฐานไปแล้ว” “คุณคินน์!” รินกัดริมฝีปากแน่นด้วยความคับแค้นใจ อยากจะหยิกแขนหนาๆ นั่นสักทีข้อหาปากเสียไม่รู้เวล่ำเวลา “ฉันดูแลตัวเองได้ เดี๋ยวนักข่าวก็มากันหมดแล้ว อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งหรือไงว่าเชฟร้อยล้านต่อยนักธุรกิจกลางงานอีเวนต์น่ะ” “ช่างหัวหน้าสิ ฉันไม่สนหรอกว่าใครจะมองยังไง” คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมกวาดมองไปรอบตัวเพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาใกล้รินอีก “แต่ถ้ามันกล้าแตะต้องคุณอีก หมัดเมื่อกี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” คำพูดนั้นทำเอารินถึงกับพูดไม่ออก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เคมีที่ฟาดฟันกันด้วยอีโก้และความปากร้ายเมื่อครู่ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกประหลาด ความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มด้วยคำพูดขวานผ่าซากและท่าทางเอาแต่ใจ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขาอุตส่าห์ตามเธอมาถึงงานนี้ก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอกันล่ะ “ปากร้าย…” รินพึมพำเบาๆ หลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างมีความหมาย “พูดดีๆ ไม่เป็นหรือไงคะ” “ถ้าพูดดีแล้วคุณจะยอมฟังไหมล่ะ” คินน์ย้อนถามเสียงนุ่มลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว เขายื่นมือหนาไปจัดปกเสื้อสูทที่คลุมไหล่ให้เธออย่างเบามือ ท่าทางทะนุถนอมขัดกับภาพลักษณ์แบดบอยปากจัดโดยสิ้นเชิง “กลับกันเถอะ อยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวพวกไฮโซหิวกระหายพวกนั้นก็เข้ามาวุ่นวายอีก” รินพยักหน้าน้อยๆ ยอมปล่อยให้ร่างสูงจูงมือพาเดินฝ่าฝูงชนออกมาจากความวุ่นวายของงานอีเวนต์อย่างว่าง่าย ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเธอไว้แน่นช่วยขับไล่ความหนาวยะเยือกจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น ทว่า… ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเดินผ่านประตูทางออกฉุกเฉินเพื่อไปยังลานจอดรถส่วน จู่ๆ แสงแฟลชจากกล้องตัวหนึ่งก็สาดเข้าใส่ใบหน้าของทั้งคู่เต็มแรง พร้อมกับเสียงกดชัตเตอร์รัวเป็นชุดที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ขอโทษนะครับคุณคินน์ คุณริน! รบกวนขอสัมภาษณ์ประเด็นร้อนเมื่อกี้หน่อยครับ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเชฟหนุ่มไฟแรงกับบล็อกเกอร์สาวฝีปากกล้า แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงลงทุนตามมาปกป้องถึงที่นี่?” เสียงนักข่าวบันเทิงอิสระคนหนึ่งดังขึ้นตัดหน้า พร้อมกับไมโครโฟนที่จ่อเข้ามาประชิดตัวจนคินน์ต้องยกแขนขึ้นบังตัวรินไว้ทันที คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมกริบฉายแววอันตรายขณะจ้องมองนักข่าวหัวใสคนนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากไล่ตะرد รินกลับเป็นฝ่ายดึงชายเสื้อของเขาไว้เบาๆ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย “คินน์… ห้ามใจร้อนนะคะ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง” รินสูดหายใจเข้าลึก 3 วินาทีเพื่อเรียกความมั่นใจ เธอก้าวออกมาจากด้านหลังแผงอกกว้างของคินน์ ยกมือขึ้นปัดเลนส์กล้องออกด้วยท่าทีสง่างามและเฉียบขาด สมกับฉายาบล็อกเกอร์สาวผู้ทรงอิทธิพล “ถ้าพวกคุณอยากรู้เรื่องงานรีวิว เชิญติดต่อผ่านผู้จัดการส่วนตัวของฉันค่ะ” รินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มทรงพลังถูกจุดขึ้นที่มุมปาก แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความกังวล “แต่ถ้าอยากรู้เรื่องส่วนตัว… ฉันแนะนำให้ไปถามเจ้าตัวเขาเองดีกว่านะคะ เพราะดูท่าทางแล้ว… เขาคงไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาล้ำเส้นฉันอีกแน่ๆ” พูดจบ รินก็หันกลับไปสบตากับคินน์ที่ยืนมองเธอด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจและเอ็นดูระคนคลั่งรักอย่างไม่คิดจะปิดบัง แต่ทว่า… ก่อนที่รถหรูของคินน์จะเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคินน์ก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะความหวานชื่น คินน์ก้มลงมองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคมเข้มหันกลับมามองรินด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “มีอะไรเหรอคะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น” รินถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงเจือความกังวลขึ้นมาอีกครั้ง คินน์นิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่สามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ซึ่งเป็นชื่อที่ทำให้ทั้งเขาและเธอต่างก็ไม่อยากได้ยินมากที่สุดในเวลานี้ “แม่ฉัน… บินกลับมาจากต่างประเทศแล้ว และตอนนี้ท่านกำลังรอเราอยู่ที่ร้าน” รินเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ขอให้รี้ดที่รักของกำมะหยี่เตรียมใจรับมือกับความแซ่บระลอกใหม่ในตอนหน้าด้วยนะคะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%