เสียงกระแทกของจานเซรามิกราคาแพงที่วางลงบนโต๊ะไม้สักทองดังสนั่นจนน้ำในแก้วคริสตัลกระฉอก คินน์ยืนค้ำหัวด้วยร่างสูงใหญ่ที่แผ่ไอความหงุดหงิดออกมาเป็นระลอกคลื่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาดุดั่งสัตว์ป่าหวงถิ่น ขณะที่รinนั่งไขว่ห้างกอดอก สีหน้าของเธอนิ่งสนิท ทว่ารอยยิ้มมุมปากนั้นเย้ยหยันเสียจนน่าหมั่นไส้ที่สุด
“คุณกำลังทำลายศิลปะด้วยความหยิ่งผยองพรรณนั้น ทานเข้าไปได้ยังไงกับซอสที่กลบรสชาติเนื้อวัวชั้นดีจนหมดสิ้นแบบนี้?” รินเปิดฉากฟาดฟันด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่เชือดเฉือน บัตรสื่อมวลชนวีไอพีที่ห้อยคออยู่ไหวตามแรงโน้มถ่วง เธอยกมือขึ้นปัดเศษพาสลีย์ตกแต่งจานออกราวกับมันเป็นสิ่งปฏิกูล
“ศิลปะเหรอ? คุณรู้จักศิลปะดีแค่ไหนกันเชียว ยัยนักรีวิวปากตลาด!” คินน์กัดฟันกรอด สันจรามของเขาขยับนูนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “จานนั้นผมใช้เวลาหมักเนื้อสามวันและเคี่ยวซอสด้วยความประณีต แต่วิญญาณนักวิจารณ์ไร้รสนิยมของคุณกลับมองเห็นมันเป็นแค่ผงชูรสราคาถูกเนี่ยนะ!”
“ก็มันห่วยไงคะ! เชฟระดับมิชลินตกลงมาอีท่าไหนถึงทำสเต็กเนื้อเหนียวเหมือนยางรถยนต์แถมราดซอสรสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าแบบนี้ได้?” รinดีดตัวลุกขึ้นยืน ประจันหน้ากับเขาอย่างไม่มีใครยอมใคร ความสูงที่ต่างกันไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเชฟหนุ่มอย่างท้าทาย “ถ้าทำอาหารด้วยอีโก้สูงเท่าตึกใบหยกแต่ไร้หัวใจจะสื่อสารกับคนกิน ก็เลิกจับตะหลิวแล้วไปเปิดร้านขายอาหารตามสั่งริมถนนเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องทรมานต่อมรับรสของลูกค้า!”
บรรยากาศในครัวปิดของภัตตาคารหรูยามเที่ยงคืนระอุยิ่งกว่าเตาอบอุตสาหกรรม ลูกน้องในร้านต่างถอยกรูดไปแอบอยู่มุมห้อง ไม่มีใครกล้าหายใจแรงเมื่อเห็นเชฟใหญ่สุดโหดกำลังจะระเบิดอารมณ์ใส่บล็อกเกอร์สาวทรงอิทธิพล
คินน์ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวรินด้วยความเร็ว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนใสของเธอ กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและกลิ่นเครื่องเทศจางๆ จากตัวเขาแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาท “ปากดีนักนะ... อยากลองชิมฝีมือที่แท้จริงของผมจนตัวสั่นเลยใช่ไหม ถึงได้ตามมาจิกกัดไม่เลิกราแบบนี้”
“ถอยไปไกลๆ เลยนะคะ เชฟโรคจิต!” รินสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ยอมถอยหลัง เธอใช้ปลายนิ้วเรียวยาวดันแผงอกกว้างของเขาเอาไว้เต็มแรง หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวระรัวจนน่าโมโห ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะระยะประชิดนี้มันอันตรายต่อความมั่นคงทางความรู้สึกเสียเหลือเกิน “ฉันแค่ทำหน้าที่เตือนสติคนตาบอดที่หลงระเริงกับชื่อเสียงตัวเองต่างหาก!”
“ตาบอดเหรอ? งั้นผมจะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงความสว่างไสวแบบที่ไม่มีวันลืมเลยดีกว่า!”
คินน์คว้าข้อมือเล็กของเธอไว้มั่นด้วยแรงที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่เด็ดขาดพอที่จะไม่ยอมให้เธอหนีไปไหน รินอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อถูกลากให้เดินตามแรงดึงเข้าไปยังโซนเตรียมอาหารพิเศษด้านใน ความโกรธพุ่งพล่านจนสมองขาวโพลน ทั้งคู่ต่างตวัดสายตาฟาดฟันกันด้วยความดื้อรั้น ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กันแม้แต่นصفก้าว ความเงียบในห้องครัวถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและการปะทะคารมที่ดุเดือดเลือดพล่าน
มือหนาคว้าขวดไวน์แดงราคาแพงขึ้นมาเปิดด้วยความคล่องแคล่ว ดวงตาคมยังคงจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา “อยากรู้ใช่ไหมว่าศิลปะบนจานอาหารของจริงมันเป็นยังไง มานี่... ผมจะสอนให้คุณรู้จักคำว่ายอมจำนนเอง”
รinสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมทันทีเมื่อเขาปล่อยมือ เธอยกมือขึ้นลูบข้อมือตัวเองที่ขึ้นรอยแดงจางๆ พลางเชิดหน้าขึ้นท้าทาย “เชิญเลยค่ะ! ถ้าทำให้อร่อยถูกใจฉันไม่ได้ ฉันจะเขียนรีวิวถล่มร้านคุณให้จมดินจนไม่มีแผ่นดินจะยืนเลยคอยดู!”
“ปากเก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน” คินน์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหยักสวย เขาหันไปหยิบวัตถุดิบชั้นเลิศออกมาจากตู้แช่เย็นด้วยท่าทางคล่องแคล่วและดุดันราวกับนักรบกำลังเตรียมอาวุธ สัญชาตญาณการทำอาหารเข้าครอบงำเขาทันทีที่ได้แตะต้องวัตถุดิบ ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ผ่านไปยี่สิบนาที กลิ่นหอมเย้ายวนของเนยกระเทียมและเนื้อวัวย่างระดับความสุกกำลังดีก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว คินน์วางจานกระเบื้องสีดำสนิทลงตรงหน้าบล็อกเกอร์สาว บนนั้นคือเนื้อสันนอกย่างสีชมพูฉ่ำน้ำ ราดด้วยซอสพริกไทยดำสูตรพิเศษที่ถูกปรับแต่งรสชาติอย่างประณีตเพื่อลบคำสบประมาทเมื่อครู่ รินมองจานอาหารตรงหน้าด้วยแววตาไหววูบ กลิ่นหอมเตะจมูกจนต่อมน้ำลายทำงานอย่างกะทันหัน แต่เธอยังคงรักษาสีหน้าหยิ่งทะนงไว้ไม่ยอมแพ้
“ลองดูสิครับ... แล้วกลืนคำพูดโง่ๆ ของคุณลงท้องไปพร้อมกันซะ” คินน์กอดอกมองเธอด้วยสายตาคาดคั้น ร่างสูงโน้มตัวลงมาใกล้จนไหล่แทบจะชิดกัน รอคอยคำพิพากษาจากปากเล็กๆ นั่นด้วยความมั่นใจเกินร้อย
รินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอใช้ส้อมเงินตัดเนื้อชิ้นพอดีคำเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ เพื่อลิ้มรสชาติที่แท้จริง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความนุ่มละมุนของเนื้อที่แทบละลายในปากผสานกับรสชาติซอสที่กลมกล่อมลึกล้ำทำเอาเธอนิ่งงันไปชั่วขณะ มันไม่ใช่แค่ 'อร่อย' แต่มันคือความสมบูรณ์แบบที่หาที่ติไม่ได้
“อร่อยใช่ไหมล่ะ?” คินน์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนชวนใจสั่น ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน รินสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านเข้ามา ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่เข้ามาแทนที่เมื่อสบเข้ากับดวงตาพราวระยับที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ภายใต้ท่าทางปากร้าย
“ก็... พอใช้ได้ค่ะ” รินเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจัดอย่างรวดเร็ว พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด “แต่อย่าคิดว่าชนะนะ...”
คำพูดของเธอกลืนหายไปในลำคอเมื่อคินน์ใช้ปลายนิ้วแข็งแรงเชยคางมนให้หันกลับมาสบตาเขาตรงๆ แววตาของเชฟหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันทั้งดุดันและร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาคนตรงหน้าให้มอดไหม้
“ปากแข็งจังนะครับ... งั้นผมคงต้องพิสูจน์ให้คุณยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยวิธีอื่นแล้วล่ะ”
ทว่า ในวินาทีที่ใบหน้าของเขาโน้มต่ำลงมาและระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียว ประตูห้องครัวด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือกลุ่มใหญ่ที่กรูเข้ามาด้านในราวกับฝูงผึ้งแตกตู้
“ว้าว! ภาพหลุดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เชฟคินน์กับคุณรินกำลังทำอะไรกันในห้องครัวส่วนตัวคะเนี่ย!”
— **กำมะหยี่สีแดง**
เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด•ตอนที่ 5
กำแพงที่หนาเท่ากับอีโก้
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายเถื่อนปะทะรีวิวเวอร์สายฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!