กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนและสนิมเหล็ก คือบรรยากาศที่อคินคุ้นเคยดีที่สุดในยามวิกาล แต่ในค่ำคืนนี้ อากาศรอบตัวกลับเยียบเย็นจนคล้ายมีไอหมอกสีเทาลอยวนอยู่เหนือโต๊ะทำงานไม้สักทอง
นิ้วเรียวยาวของอคินชะงักค้างอยู่เหนือสันปกสมุดบันทึกหนังสีดำสนิท เล่มที่รวินท์พยายามซุกซ่อนไว้ใต้กองเอกสารโบราณเมื่อครู่ ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะกวาดมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ รวินท์ไม่ได้ขยับตัวหนี สีหน้าของกวียังคงนิ่งเรียบ ทว่ากล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อย—นั่นคือร่องรอยเดียวที่ทรยศความสงบในใจของอีกฝ่าย
"คุณกำลังเล่นกับสิ่งที่ไม่เข้าใจเลยสักนิด อคิน" เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสอง รวินท์ไม่ได้พยายามยื้อแย่งสมุดเล่มนั้นคืน แต่เลือกที่จะยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือ สายตาคมกริบมองตรงมายังนักวิชาการหนุ่มราวกับกำลังประเมินว่าอีกฝ่ายมีความกล้าพอที่จะเปิดอ่านมันจริงหรือไม่
อคินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงความเย้ยหยัน "ความเข้าใจของผมถูกสร้างขึ้นบนฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่บทกวีโ_ยๆ ที่เขียนขึ้นเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างที่คุณทำ รวินท์"
นิ้วเรียวพลิกเปิดหน้าปกสมุดบันทึกเล่มนั้นออกทันที กระดาษด้านในเหลืองกรอบตามกาลเวลา ลายมือหวัดแกแกมบรรจงปรากฏอยู่ทุกบรรทัด ทว่าสิ่งที่ทำให้อคินต้องชะงัก ไม่ใช่ตัวอักษรเหล่านั้น หากแต่เป็นรอยหยดสีน้ำตาลเข้มที่แห้งกรังอยู่มุมกระดาษ—คราบเลือดที่ผ่านกาลเวลามานานนับทศวรรษ
บรรยากาศภายในห้องสมุดเก่าแก่ดูแคบลงไปถนัดตา แสงไฟจากตะเกียงทองเหลืองสั่นไหววับแวมตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างบานเกล็ด ทอดเงาทอดข้ามร่างของคนทั้งสองให้ทับซ้อนกันราวกับภาพเงาของความขัดแย้งที่ไม่มีวันบรรจบ
"สิ่งที่คุณเรียกว่า 'หลักฐาน' ในคดีเมื่อสิบปีก่อน มันเป็นเพียงเศษกระดาษที่ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความจริง" รวินท์ก้าวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนอคินสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของกวีหนุ่ม "ครอบครัวของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ... และคุณก็รู้ดีแก่ใจ แต่นักตรรกะอย่างคุณเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่ง เพราะความจริงมันน่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับ"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่อคินพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด แรงกดดันทางจิตวิทยาระหว่างความจริงอันเย็นชาของนักวิชาการ กับความลี้ลับอันเจ็บปวดของกผู้กุมความลับระเบิดออกในความเงียบ
อคินกัดกรามแน่น มือที่ถือสมุดบันทึกสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงโทสะที่พุ่งพล่าน เขาบังคับสายตาให้ก้มลงมองหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ และในวินาทีนั้นเอง สายตาก็สะดุดเข้ากับข้อความบรรทัดสุดท้ายที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท ซึ่งแตกต่างจากหน้าอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
*‘ผู้ที่ถือครองกุญแจจักต้องสูญเสียเงา และผู้ที่เปิดอ่านบันทึกนี้... จะไม่มีวันได้เดินกลับออกไปทางเดิมอีก’*
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากทางระเบียงด้านนอก—ไม่ใช่เสียงของลม ไม่ใช่เสียงของสัตว์ยามวิกาล แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังที่กำลังย่างก้าวเข้ามาใกล้ประตูห้องสมุดทีละก้าวอย่างจงใจ รวินท์หันขวับไปมองทางประตูก่อนจะหันกลับมามองอคินด้วยแว่นตาที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยเดียวที่กวีคนนี้เคยแสดงออก
"พวกมันตามหาบันทึกเล่มนี้เจอเร็วกว่าที่เราคิด..." รวินท์กระซิบเสียงต่ำ มือคว้าข้อแขนของอคินไว้แน่นเพื่อดึงให้ถอยห่างจากแสงไฟ
ทว่า ก่อนที่อคินจะได้เอ่ยปากถามอะไร ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของบุคคลในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาพร้อมเงาทับซ้อนที่น่าสะพรึงกลัว และสิ่งที่อยู่ในมือของบุคคลปริศนากลับทำให้เลือดในกายของอคินเย็นเฉียบลงในพริบตา... มันคือตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนวันนั้น
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันดำมืดและงดงามนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 3
บทกวีที่ไม่ควรถูกอ่าน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!