รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 2

ภาษากายในเงาอักษร

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับน้ำหมึกสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันของห้องสมุดชั้นใต้ดิน แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะสีเขียวมรกตสาดส่องลงบนสันหนังสือหนังแท้สีเข้ม ทอดเงาทอดยาวราวกับซี่กรงที่ขังความจริงเอาไว้เบื้องหลัง "คุณกำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยความโรแมนติกอันไร้เดียงสา รวินท์" เสียงของอคินดังขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนักวิชาการหนุ่มราบเรียบแต่มั่นคงราวกับแท่นหินแกรนิต ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ราวกับต้องการผ่าทะลวงเข้าไปในชั้นความคิดของกวีผู้เก็บตัว รวินท์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามสันปกหนังสือสมุดบันทึกที่เปื้อนคราบฝุ่น ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่อคินมักจะนิยามมันในใจว่าเป็น "ความเย้ยหยันอันเงียบงัน" "ความจริงคืออะไรหรือครับ อคิน... ตัวเลข วันที่ และรอยหมึกที่ถูกบันทึกโดยผู้ชนะอย่างนั้นหรือ?" รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตา ัยน์ตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีสวลี "คุณเชื่อมั่นในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และตัวอักษรบนกระดาษ แต่คุณกลับลืมไปว่า มนุษย์เรามักโกหกแม้กระทั่งในวาระสุดท้ายของลมหายใจ ความเที่ยงธรรมที่คุณแสวงหา มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่คุณสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าต่างหาก" อคินขยับตัวเล็กน้อย เสียงเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งเสียดสีกับพื้นหินดังเอี๊ยดอ๊าด ความตึงเครียดในอากาศหนาแน่นขึ้นจนแทบจะจับต้องได้ เขาเกลียดการใช้โวหารเปรียบเปรยของกวีผู้นี้ มันคืออาวุธที่ใช้บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ชัดเจนประหนึ่งแสงแดดยามเที่ยง "ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้บันทึก แต่มันขึ้นอยู่กับ 'หลักฐาน' ที่หลงเหลือ" อคินโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำลงแต่ทรงพลัง "บันทึกหน้าสุดท้ายของเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนระบุชัดเจนว่า พ่อของผมไม่ได้เซ็นชื่ออนุมัติงบประมาณนั้น นั่นคือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทางลายมือชื่อ แต่วรรณกรรมหรือบทกวีงี่เง่าของคุณกำลังพยายามบอกว่า ท่านยอมสละชีพเพื่อปกป้องความลับบางอย่าง... นั่นมันคือจินตนาการที่เพ้อเจ้อเพื่อหาความหมายให้กับการตายอย่างไร้เหตุผลชัดๆ" บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่โปรยปรายกระทบกระจกเบื้องบนราวกับเสียงกระซิบของคนตาย รวินท์หุบยิ้มลง แววตาที่เคยพราวระยับเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "คุณกำลังปกป้องความจริง... หรือคุณกำลังปกป้องหัวใจที่แตกสลายของตัวเองกันแน่ อคิน?" รวินท์เอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าบาดลึกเข้าที่ขั้วความรู้สึก "คุณปฏิเสธบทกวี เพราะบทกวีพูดความจริงในจุดที่คุณไม่กล้าแม้แต่จะมอง มันง่ายกว่ามากที่จะโทษความผิดพลาดของตัวเลข แทนที่จะยอมรับว่าคนที่คุณรักอาจเลือกเส้นทางที่ซับซ้อนเกินกว่าตรรกะทางกฎหมายของคุณจะเข้าใจ" กรามของอคินขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน นิ้วมือที่ประสานกันบนโต๊ะกำเข้าหากันจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขาเกลียดความจริงข้อนี้... เกลียดที่กวีตรงหน้าสามารถอ่านทะลุปรุโปร่งถึงปมในใจที่เขาพยายามฝังกลบมันมาตลอดทศวรรษ "อย่ามาทำเป็นจิตวิทยาใส่ผม รวินท์" อคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็ง "เรากำลังพูดถึงคดีความและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ห้องบำบัดจิตเวช วรรณกรรมของคุณมันก็แค่การฟูมฟายของคนที่หนีความจริงไม่พ้น" "ถ้าเช่นนั้น..." รวินท์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีเข้มทอดเงาทาบทับลงมาบนโต๊ะทำงาน "เรามาลองพิสูจน์กันดูไหมครับ ว่าระหว่างตรรกะอันเย็นชาของคุณ กับสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในบทกวีของผม สิ่งไหนกันแน่ที่จะนำพาเราไปสู่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยจารึกที่ไร้เงานี้" รวินท์เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือพิมพ์เก่า เลื่อนมันข้ามโต๊ะมาให้อคิน กระดาษแผ่นนั้นเหลืองกรอบและมีรอยไหม้ที่ขอบ แต่มันไม่ใช่เอกสารราชการ... มันคือกระดาษสาที่ถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือหวัดๆ พร้อมกลอนบทสั้นๆ ที่คุ้นตาอย่างประหลาด อคินก้มลงมองตัวอักษรเหล่านั้น ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่วขณะ ลายมือนี้... มันไม่ใช่ของพ่อเขา แต่เป็นลายมือของคนที่ตายไปพร้อมกับเหตุการณ์ในคืนนั้น บุคคลที่ตำรวจระบุว่าเป็น "ฆาตกร" ทว่า สิ่งที่สะดุดตาอคินไม่ใช่ตัวอักษรเหล่านั้น กลับเป็นรอยพับที่มุมกระดาษ ซึ่งเมื่อกางออก มันเผยให้เห็นรหัสลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ด้วยหมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าใต้แสงไฟปกติ อคินเงยหน้าขึ้นมองรวินท์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง "คุณ... เอาสิ่งนี้มาจากไหน?" อคินถามเสียงพร่า รวินท์ยิ้มมุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่ตอนนี้ไม่ได้มีความเย้ยหยันหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความลึกลับและท้าทาย "จากที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปค้นหา... หัวใจของห้องสมุดแห่งนี้ไงล่ะครับ" รวินท์กล่าวเบาๆ ก่อนจะชะงักไปเมื่อจู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่บันไดวนด้านนอก เสียงฝีเท้าที่ย่างก้าวอย่างเร่งรีบและมุ่งมั่น กำลังตรงดิ่งมายังชั้นใต้ดินแห่งนี้... ในยามวิกาลที่ควรจะมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันดำมืดและงดงามนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%