"ความจริงไม่ได้ถูกซ่อนไว้เพื่อรอให้ใครไปค้นพบ... แต่มันถูกฝังกลบต่างหากล่ะครับ คุณอคิน"
เสียงนั้นลอยแวววมาในความสลัวของโถงทางเดินหลัก กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและหมึกพิมพ์อายุหลายทศวรรษผสมปนเปไปกับกลิ่นจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ อคินชะงักฝีเท้า ปลายนิ้วที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวหยุดนิ่งห่างจากสันหนังแท้สีมะฮอกกานีของตำราเล่มที่สามร้อยกว่าในกองเอกสารโบราณเพียงไม่กี่เซนติเมตร เขายังไม่หันหลังกลับทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจที่เผลอเร่งเร้าตามสัญชาตญาณระแวดระวังภัยให้กลับคืนสู่ความนิ่งสงบ
ในฐานะภัณฑารักษ์มืออาชีพผู้ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ อคินถูกส่งตัวมาที่หอสมุดประจำเขตเก่าแก่แห่งนี้ด้วยภารกิจเดียว นั่นคือการตรวจสอบ คัดแยก และขึ้นทะเบียนเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งหมดก่อนที่อาคารชุดนี้จะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างตึกทำการรัฐบาล แต่ไม่มีรายงานฉบับใดระบุไว้เลยว่า... หอสมุดส่วนบุคคลชั้นบนสุดนี้ถูกปิดตายจากโลกภายนอกมานานกว่าสามสิบปี และที่สำคัญที่สุด มันมีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเขาอยู่ในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้
"ผมไม่คิดว่าราชการจะอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาปะปนในพื้นที่ควบคุม" อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความรำคาญใจที่เจืออยู่จางๆ เขาค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง
แสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะโบราณสาดส่องให้เห็นเงาร่างโปร่งบางที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่ ร่างนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นผิวขาวซีดและรอยหมึกจางๆ ที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามปลายนิ้ว ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกความมืดกลืนกิน แต่อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนแสงไฟสีส้มสลัว ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้มองมาที่กองเอกสารราชการในมือของอคิน แต่มันกำลังจดจ้องอยู่ที่ตัวเขา... เหมือนนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อชิ้นโปรดที่เดินเข้ามาติดกับด้วยความสมัครใจ
"รัฐบาลเหรอครับ?" รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายแปลกหน้า "สำหรับคนที่นี่ กฎหมายของรัฐบาลก็เหมือนหมึกที่เขียนลงบนกระดาษซับน้ำ... เลือนหายไปตั้งแต่หยดแรกที่ตกลงมาแล้วล่ะครับ คุณนักวิชาการผู้เพียบพร้อม"
อคินหรี่ตาลงเล็กน้อย สมองส่วนหน้าประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้ไม่ใช่คนงานรื้อถอน ไม่ใช่ภารการุญ และแน่นอนว่าไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้ดูแลหอสมุด ลักษณะการแต่งกาย ท่าทีที่เย่อหยิ่งแต่สงบนิ่ง รวมถึงการใช้คำพูดที่จงใจยั่วยุ ส่อให้เห็นถึงระดับการศึกษาและสถานะที่ไม่ธรรมดา
"ผมชื่ออคิน เป็นภัณฑารักษ์ที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการตามคำสั่งของกระทรวงวัฒนธรรม" อคินแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับก้าวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว เพื่อลดช่องว่างทางจิตวิทยา "และสถานที่แห่งนี้กำลังจะถูกเคลียร์พื้นที่ หากคุณมีสิ่งของส่วนตัวที่ต้องเก็บรักษา ผมแนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านล่างโดยตรง ไม่ควรมาเดินเกะกะในเขตก่อสร้างอันตรายแบบนี้ครับ"
รวินท์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและแหบแห้งเล็กน้อย ราวกับกระดาษที่เสียดสีกัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่ดูผอมบางนั้นกลับแผ่ซ่านบรรยากาศที่กดดันจนอคินต้องเผลอเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว กวีหนุ่มก้าวเท้าออกมาจากเงาสืด ชายเสื้อที่สะบัดไหวเผยให้เห็นสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในมือ
"เกะกะ... งั้นหรือครับ?" รวินท์ทวนคำด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ห่างจากอคินเพียงช่วงแขน กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ลอยแตะจมูก "คุณคิดว่าคุณกำลังเข้ามา 'เคลียร์พื้นที่' เพื่อสร้างอนาคตใหม่... แต่คุณกลับไม่รู้เลยว่า ทุกย่างก้าวที่คุณเหยียบย่างลงบนพื้นไม้กระดานเหล่านี้ คุณกำลังเดินย่ำอยู่บนซากกระดูกของความจริงที่ถูกจงใจบดขยี้"
อคินจ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีนิลคู่นั้น ความโกรธระลอกเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในอก ปมในอดีตเกี่ยวกับเหตุการณ์สูญเสียครอบครัวที่ไม่มีใครยอมรับความจริง พรั่งพรูขึ้นมาในความทรงจำราวกับแผลเป็นที่ถูกกดทับ เขาเกลียดที่สุด... คนที่ชอบพูดจาคลุมเครือ เล่นกับความรู้สึก และใช้ถ้อยคำสวยหรูเพื่อปกปิดความเน่าเฟะของความจริง
"ความจริงไม่ใช่เรื่องของบทกวีหรือสัญลักษณ์ที่คุณพยายามจะตีความให้มันดูน่าหลงใหลหรอกนะครับ" อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคม นัยน์ตาคมกริบจ้องตอบอย่างไม่ยอมแพ้ "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน ร่องรอย และข้อเท็จจริง... สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ใช่การปกป้องประวัติศาสตร์ แต่มันคือการหลบหนีความจริงต่างหาก"
รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไหววับเป็นประกายความประหลาดใจระคนชื่นชม ความฉลาดและท่าทีที่แข็งกร้าวแต่มั่นคงของอคิน ทำให้กวีหนุ่มผู้โดดเดี่ยวรู้สึกราวกับเจอเพชรแท้ในกองขยะ เคมีที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่าง 'นักวิชาการผู้บูชาตรรกะ' กับ 'กผู้ยึดติดกับรอยอดีต' กำลังดึงดูดทั้งคู่เข้าหากันราวกับแรงโน้มถ่วง
"น่าสนใจ..." รวินท์กระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าขยับเข้ามาใกล้จนอคินเกือบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น "คุณมั่นใจในตรรกะและความจริงของคุณมากสินะครับ... งั้นลองบอกผมหน่อยสิครับ คุณนักวิชาการ ว่าตรรกะทางวิทยาศาสตร์ของคุณจะอธิบาย 'รอยจารึก' บนหน้ากระดาษหน้านี้ว่าอย่างไร"
รวินท์พลิกเปิดสมุดบันทึกในมืออย่างช้าๆ เผยให้เห็นกระดาษสีเหลืองกรอบที่มีรอยหมึกปากกาขนนกสีดำเข้มข้นเขียนข้อความไว้ด้วยลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคม ทว่าสิ่งที่ทำให้อคินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่ใช่ข้อความกวีที่แปลกประหลาดนั้น... แต่เป็นคราบสีน้ำตาลเข้มข้นที่แห้งกรังอยู่ริมขอบกระดาษ ซึ่งส่งกลิ่นคาวสนิมจางๆ ออกมาเตะจมูก
มันคือคราบเลือด... และที่มุมกระดาษแผ่นนั้น มีตราประทับราชการลับที่คุ้นตาอย่างประหลาด ตราประทับของหน่วยงานเดียวกับที่เคยปิดคดีอุบัติเหตุของครอบครัวเขาเมื่อสิบปีก่อน
อคินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนขึ้นมาทันที
"คุณ... เอาสมุดเล่มนี้มาจากไหน?" อคินถามเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามควบคุมสติที่กำลังจะหลุดลอย
รวินท์แย้มยิ้มเย็นเยียบ ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับหลุมพรางที่รอให้เหยื่อตกลงไป
"ไม่ใช่ผมหริกครับที่หยิบมันขึ้นมา... แต่เป็นคุณต่างหากล่ะ ที่บังเอิญเปิดหน้ากระดาษที่พ่อของคุณ 'จารึก' เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะกลายเป็นคนตาย"
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันดำมืดและงดงามนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนหิ้งหนังสือ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!