รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 5

จังหวะที่ขัดแย้ง

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับความชื้นของฝนที่เพิ่งซาลงบนถนนด้านนอก ทำให้ห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดินของหอสมุดกลางมีบรรยากาศคล้ายห้องผ่าตัด มากกว่าจะเป็นสถานที่ทำงานร่วมกันของคนสองคน "คุณกำลังใช้ตรรกะของนักบัญชีมาตีความคำสารภาพของฆาตกร" เสียงทุ้มต่ำของรวินท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลาเคาะเบาๆ บนหน้ากระดาษไขแผ่นบาง ข้อมูลที่พวกเขาเพิ่งกู้คืนมาจากสมุดบันทึกชำรุดเล่มนั้น กำลังสร้างรอยร้าวครั้งใหญ่ระหว่างคนทั้งคู่ อคินเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟนีออนสีนวล ดวงตาของนักวิชาการผู้ยึดมั่นในหลักฐานฉายแววคุกกรุ่นอย่างไม่ปิดบัง เขาวางปากกาในมือลงบนโต๊ะไม้สักเสียงดังสนั่นพอควรเพื่อระบายความอึดอัด "และคุณก็กำลังใช้บทกวีไร้สาระมาบิดเบือนข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์ครับ คุณรวินท์" อคินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกน "รอยหมึกที่หยดลงมาในหน้ากระดาษที่สามสิบเจ็ด ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งความอาลัยอย่างที่คุณพยายามจะโน้มน้าวผม แต่มันคือคราบกรดซัลฟิวริกที่เกิดจากความผิดพลาดในการผสมสารเคมีเพื่อปลอมแปลงเอกสารเมื่อปี ค.ศ. 1942 ต่างหาก" รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มจางๆ ที่อ่านไม่ออกว่าเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยหรือความชื่นชม กวีหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังสีเข้ม ปล่อยให้ความเงียบเข้าคั่นกลางระหว่างบทสนทนาชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก "คุณมองเห็นแต่ร่องรอยทางเคมีและตัวเลขสถิติ... แต่มองไม่เห็นหัวใจของผู้เขียนเลยสักนิด" รวินท์ลุกขึ้นยืน ช้าๆ และสง่างาม ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว "บางครั้งความจริงที่สะอาดสะอ้านที่สุด ก็ไร้ซึ่งความหมายยิ่งกว่าคำโกหกที่งดงามที่สุดนะครับ คุณอคิน" อคินไม่หลบตา ปลายนิ้วของเขาจิกเข้ากับขอบโต๊ะแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่มันกลับถูกความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้สะกดไว้ สองคนนี้ยืนอยู่คนละฝั่งของเหวลึก ฝั่งหนึ่งศรัทธาในความจริงอันโหดร้าย อีกฝั่งหลงใหลในความงามของภาพลวงตา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกครั้งที่ถ้อยคำเชือดเฉือนกัน ดวงตาของพวกเขากลับสะท้อนภาพของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนราวกับกระจกเงา "ถ้าเช่นนั้น เชิญคุณดื่มด่ำกับความงดงามของคำโกหกต่อไปตามสบายเถอะครับ" อคินสะบัดหน้าหนี เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารชุดสุดท้ายบนกองมาเปิดดูอย่างหงุดหงิด "เพราะหน้าที่ของผมคือการหาตัวฆาตกรตัวจริง ไม่ใช่การมานั่งวิเคราะห์บทกวีคร่ำครึของคนตายที่ไม่มีวันลุกขึ้นมาแก้ตัว" "ระวังตัวหน่อยนะครับ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ใกล้ใบหู จนอคินต้องชะงักมือที่กำลังพลิกกระดาษ รวินท์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นเจือกลิ่นอายจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ปะทะเข้ากับผิวแก้ม "บางที... คนที่คุณกำลังตามหา อาจไม่ได้อยู่แค่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่อาจจะกำลังยืนมองเราจากความมืดมุมห้องนี้ก็เป็นได้" อคินหันขวับกลับไปหมายจะต่อatความ แต่อากาศธาตุคือสิ่งที่เขาพบ รวินท์ถอยกลับไปยืนพิงตู้หนังสือด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจล่วงรู้ รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนใบหน้าของกวีหนุ่ม ดวงตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์เขาอย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังรอคอยให้เขาตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดไว้ ก่อนที่อคินจะได้กล่าวถ้อยคำใดโต้แย้ง เสียงกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ถูกลมพัดปลิวตกลงมาจากแฟ้มเอกสารบนโต๊ะก็ดึงความสนใจของเขากลับไป มันไม่ใช่กระดาษบันทึกเก่า แต่เป็นจดหมายผนึกผนึกครั่งสีแดงสด ที่เพิ่งถูกสอดเข้ามาใต้ช่องประตูเหล็กด้านบนเมื่อสักครู่นี้เอง อคินก้มลงหยิบมันขึ้นมา หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะ เมื่อพลิกดูด้านหลัง รอยประทับตราครั่งรูปขนนกถูกกดทับด้วยลายนิ้วมือที่ยังเปียกชื้นของหมึกสีดำสนิท ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้... และที่สำคัญที่สุด ในห้องนี้มีเพียงเขากับรวินท์เท่านั้นที่อยู่ตั้งแต่หัวค่ำ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันดำมืดและงดงามนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%