กลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงกระดาษโบราณลอยอลวนอยู่ในอากาศยามค่ำคืนราวกับลมหายใจที่ถูกกักขังมานับศตวรรษ
ดวงตาของอคินเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักว่า... พวกเขาไม่ได้มาสำรวจร่องรอยในอดีตตามลำพังเสียแล้ว
เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นไม้สักเก่าแก่ไม่ได้มาจากเงาของพวกเขาเอง เสียงนั้นหนักแน่น สม่ำเสมอ และทิ้งจังหวะการเดินที่บ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับโครงสร้างของหอสมุดร้างแห่งนี้ทุกตารางนิ้ว ทุกย่างก้าวที่ขยับเข้ามาใกล้ เปรียบเสมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาอันตราย
อคินขยับตัวเข้าบังชั้นหนังสือไม้มะเกลือขนาดใหญ่ตามสัญชาตญาณ มือเรียวของนักวิชาการเอื้อมไปกุมขอบสันแฟ้มเอกสารคดีเก่าในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ทางหนีทีไล่ ช่องระบายอากาศ หรือแม้แต่ความเป็นจริงที่ว่า หากพวกเขาถูกพบตัวในยศฐาบรรดาศักดิ์หรือสถานะปัจจุบัน ความพยายามในการขุดคุ้ยความจริงตลอดหลายสัปดาห์จะพังทลายลงในพริบตาเดียว หรืออาจแย่กว่านั้น—ความจริงชิ้นนั้นอาจฝังกลบพวกเขาลงไปพร้อมกับคนตาย
ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านกระจกสีลายกุหลาบ รวินท์ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กวีผู้เก็บตัวยังคงยืนพิงชั้นหนังสือด้วยท่าทีนิ่งสงบ แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงสลัวเป็นประกายเย็นชา เรียวปากบางเหยียดยิ้มจางๆ คล้ายกำลังขบขันกับสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
"คุณดูไม่แปลกใจเลยสักนิด" อคินกระซิบลอดไรฟัน เสียงของเขาต่ำและเคร่งเครียด แฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดต่อท่าทีสุขุมเกินเหตุของอีกฝ่าย "หรือนี่คือบทกวีบทใหม่ที่คุณแต่งขึ้นเพื่อต้อนรับความตาย?"
รวินท์หันมามองช้าๆ ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของอคินที่ตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ กวีหนุ่มยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม ก่อนจะโน้มตัวกระซิบชิดใบหูของอีกฝ่ายจนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับผิวแก้ม
"ความจริงไม่ใช่สิ่งที่จะถูกขุดพบได้ด้วยพลั่วและตรรกะอันแข็งกระด้างของคุณหรอกนะครับ, คุณอคิน..." รวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก "สิ่งที่กำลังเดินเข้ามาหาเรา ไม่ใช่ผู้ล่าที่ต้องการชีวิต... แต่เป็นผู้รักษาความลับที่ไม่อษมาให้ใครล่วงล้ำเขตแดนแห่งความตายต่างหาก"
"อย่ามาพูดจาปรัชญาไร้สาระในเวลานี้!" อคินสวนกลับอย่างเฉียบคม นัยน์ตาคู่วิชาการจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ "หลักฐานในมือผมพิสูจน์ได้ว่าการตายของตระกูลวรกุลไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ และถ้าใครสักคนกำลังพยายามปิดปากเรา มันหมายความว่าเรากำลังเหยียบย่างเข้าใกล้เส้นตายเข้าจริงๆ"
"แล้วคุณคิดว่าอะไรอันตรายกว่ากันระหว่างการถูกฆ่าปิดปาก... กับการค้นพบว่าสิ่งที่คุณตามหาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วเป็นเรื่องโกหกที่คุณสร้างขึ้นมาเอง?"
คำถามของรวินท์ราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางใจ อคินชะงักงัน ภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่เขาต้องสูญเสียครอบครัวจากเหตุเพลิงไหม้ที่ไม่มีใครยอมรับฟังคำท้วงติงของเขา—ผุดขึ้นมาในหัว สมองของเขาพยายามปฏิเสธความเชื่อมโยงนั้น แต่สัญชาตญาณกลับกรีดร้องเตือนถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แสงไฟฉายจากบุคคลปริศนาสาดส่องผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือ กวาดผ่านกองเอกสารและฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าทางเดินหลัก ห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่เพียงไม่ถึงสิบก้าว กลิ่นบุหรี่ราคาแพงจางๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นอับของหอสมุด กลิ่นนี้... อคินจำได้แม่น มันคือกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนปกแฟ้มคดีลับที่เขาเพิ่งลักลอบคัดลอกมาเมื่อวานนี้
ร่างในเงาดำก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงโถงกลาง แสงไฟจากภายนอกขับให้เห็นเค้าโครงร่างสูงใหญ่และไหล่ที่ตั้งตรงอย่างผู้มีอำนาจ บุคคลผู้นั้นไม่ได้เร่งรีบ ทว่าทุกการเคลื่อนไหวกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับบรรยากาศรอบตัว
"ผมรู้ว่าพวกคุณอยู่ที่นี่..." เสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบดังขึ้น ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลง "การเล่นซ่อนหาในสุสานแห่งความทรงจำ อาจเป็นงานอดิเรกที่น่ารื่นรมย์สำหรับคนหนุ่ม... แต่สำนักหอสมุดแห่งนี้ ไม่เคยต้อนรับผู้ที่ไร้ซึ่งความเคารพต่อคนตาย"
อคินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาของร่างกาย เขากำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ เขากำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้าด้วยหลักฐานและเหตุผลตามวิถีทางของนักวิชาการ แต่ทว่า... รวินท์กลับยื่นมือมาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น แรงบิดนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาดจนอคินต้องหันกลับไปมอง
ดวงตาของกวีลึกลับไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพราวระยับด้วยประกายของความท้าทายที่อันตรายที่สุด
รวินท์ขยับริมฝีปากเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของอคิน ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ
"อย่าออกไป... เพราะเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินมาหยุดตรงหน้านั้น..." รวินท์เว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเงาร่างหลังชั้นหนังสือ ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้อคินต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ "...ไม่ใช่คนแปลกหน้าคนอื่นไกล แต่คือเจ้าของหอสมุดผู้ล่วงลับที่เพิ่งจะเซ็นชื่อในใบมรณบัตรของตัวเองเมื่อสามวันก่อนต่างหาก"
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 11
บทนำสู่พายุ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!