"...ไม่ใช่คนแปลกหน้าคนอื่นไกล แต่คือเจ้าของหอสมุดผู้ล่วงลับที่เพิ่งจะเซ็นชื่อในใบมรณบัตรของตัวเองเมื่อสามวันก่อนต่างหาก"
ความเงียบงันที่เข้า ⠂ครอบงำพื่นที่ระหว่างชั้นหนังสือโบราณนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันหนาแน่นเสียจนเกือบจะจับต้องได้ อคินหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะเพ่งมองผ่านความสลัวของโคมไฟโบราณไปยังเงาร่างที่ทาบทับอยู่บนพื้นไม้สนซีด เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่รวินท์เท่าใดนัก กวีนุ่มลึกเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ราวกับเขากำลังรอคอยการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้มานานนมแล้ว
ประตูไม้สักบานใหญ่ที่ควรจะถูกลงกลอนอย่างแน่นหนา ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาเมื่อถูกผลักให้เปิดกว้างขึ้น สายลมยามค่ำคืนพัดพาเอาละอองฝนและกลิ่นอับชื้นของดินปนเปื้อนเข้ามาในหอสมุด แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ากลิ่นอายธรรมชาติ คือกลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกจีนโบราณที่ติดตัวผู้มาเยือน
ร่างที่ก้าวพ้นเงามืดออกมาคือชายวัยกลางคนในชุดโค้ทกันฝนสีเข้ม ใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาคמกริบและลุ่มลึกราวกับผ่านเรื่องราวมานับร้อยปี นั่นคือ "ท่านอาจารย์ปกรณ์" ผู้ซึ่งทางการประกาศว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้ห้องทำงานเมื่อสามวันก่อน เอกสารทางราชการและใบมรณบัตรมีลายเซ็นรับรองอย่างถูกต้อง แต่ทว่าในขณะนี้ ตัวตนเป็นๆ ของเขากลับยืนอยู่ตรงหน้า ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว
"ผมคิดว่าคุณน่าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก อคิน" เสียงแหบพร่าแต่นุ่มนวลเอื้อนเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากที่แห้งผากของคนตายที่ยังมีชีวิต "การวิ่งไล่ตามเงาในประวัติศาสตร์ มันมักจะทำให้เราตกลงไปในหลุมพรางที่คนรุ่นก่อนขุดเอาไว้เสมอ"
อคินขยับตัวเล็กน้อยเพื่อตั้งหลัก สัญชาตญาณของนักวิชาการผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานสั่งให้เขาปฏิเสธความจริงตรงหน้า แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเอกสารการตายบนโต๊ะทำงานของตำรวจกลับทำให้สมองตื้อตันไปชั่วขณะ เขากวาดสายตามองสำรวจชายตรงหน้าอย่างรวดเร็ว รอยแผลเป็นที่มือซ้าย เนื้อผ้าที่เปียกชื้น และร่องรอยของเขม่าควันจางๆ บนปกเสื้อ ทุกอย่างยืนยันว่านี่คือคนคนเดียวกันกับศพที่ถูกเผาในกองเพลิง
"คุณไม่ได้ตาย... หรือพูดให้ถูกคือ คุณจงใจสร้างความตายให้ตัวเอง เพื่อหลบหนีจากอะไรบางอย่าง" อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเค้นเคี่ยวเชิงวิชาชีพ เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อลดช่องว่าง แม้จะรู้ว่าสถานการณ์นี้อันตรายเกินกว่าจะประเมิน
รวินท์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวมตัวเดิม ดวงตาคมคายคู่นั้นมองสลับระหว่างอคินและผู้มาใหม่ด้วยความสนใจ ราวกับกำลังชมการแสดงละครเวทีที่เขารู้บทจบอยู่แล้ว "ความตายในทางกฎหมายเป็นเรื่องง่าย อคิน... แค่มีศพที่ไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ มีสำนวนคดีที่ตำรวจอยากปิดสลาก และมีอำนาจบางอย่างที่อยากให้เรื่องนี้จบลง โลกก็พร้อมจะประกาศว่าผมเป็นผีไร้ญาติไปแล้ว" ปกรณ์กล่าวตอบ พร้อมกับเดินสำรวจชั้นหนังสือราวกับเจ้าของบ้านที่กำลังตรวจตราความเรียบร้อย
"แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกลบเลือนง่ายดายเหมือนใบมรณบัตรพวกนั้น" อคินโต้กลับทันควัน สายตาจ้องมองปกรณ์อย่างไม่ลดละ "บทกวีที่คุณและรวินท์พยายามซ่อนไว้ มันชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง โบราณสถานในเขตป่าลึกที่ถูกลบออกจากแผนที่ราชการ... ที่นั่นมีความลับอะไรที่คุณต้องแกล้งตายเพื่อปกป้องมัน"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นในทันที รวินท์ที่เงียบมานานค่อยๆ วางปากกาขนนกในมือลง เสียงกระทบเบาๆ ของมันดังก้องในความเงียบ กวีหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับปกรณ์ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางแล้วล่ะ อคิน" รวินท์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงพลัง "หากคุณยังดึงดันจะค้นหาความจริง ไม่ใช่แค่การอ่านบทกวีบนกระดาษอีกต่อไปที่คุณต้องเผชิญ แต่คุณต้องไปเหยียบย่ำลงบนซากปรักหักพังที่ถูกลืมเลือน... ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกบันทึกด้วยตัวอักษร แต่บันทึกด้วยเลือดและรอยแผล"
ปกรณ์พยักหน้ารับช้าๆ "รถรออยู่ข้างนอกแล้ว ถ้าพวกคุณช้ากว่านี้ ความมืดจะกลืนกินเบาะแสทั้งหมด... และคราวนี้ จะไม่มีใครได้ยินเสียงกระซิบจากคนตายอีกเลย"
อคินยืนนิ่งอยู่กับที่ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ทางเลือกอยู่ตรงหน้า ระหว่างการหันหลังกลับไปใช้ชีวิตในกรอบความปลอดภัยของหอสมุดแห่งชาติ หรือก้าวเข้าสู่ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดา เบื้องหน้าคือปกรณ์ผู้ตายแล้วฟื้น และรวินท์กวีผู้ลึกลับที่กุมกุญแจดอกสำคัญไว้ การตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
รถยนต์อเนกประสงค์คันเก่าแล่นฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ไฟหน้าสาดส่องผ่าความมืดของถนนลูกรังที่คดเคี้ยวลึกเข้าไปในเขตป่าทึบ ภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบงัน อคินนั่งอยู่ที่เบาะหลัง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง หยดน้ำฝนไหลเกาะกระจกเป็นทางยาว ภาพสะท้อนของตัวเขาเองในกระจกดูเลือนรางและแปลกแยก ราวกับเขากำลังเดินทางข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกแห่งอดีตที่ถูกฝังกลบ
รวินท์นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับปกรณ์ที่เป็นคนขับ ทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยกันตลอดการเดินทาง แต่ความเงียบระหว่างพวกเขากลับสื่อสารความเข้าใจบางอย่างที่อคินยังคงเข้าไม่ถึง ปรัชญาและตรรกะที่อคินยึดมั่นมาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนทีละน้อย ทุกๆ กิโลเมตรที่รถแล่นลึกเข้าไป ความรู้สึกกดดันว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ที่ปลายทางก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
จนกระทั่งรถหยุดชะงักลงที่หน้าป้ายบอกเขตหวงห้ามเก่าคร่ำครึ ตัวอักษรบนป้ายถูกสนิมกัดกินจนแทบอ่านไม่ออก แต่พื้่นที่เบื้องหลังป้ายนั้นคือซากปรักหักพังของโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และรากไม้โบราณ แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องกระทบเข้ากับโครงสร้างหินศิลาแลงที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกยามดึก
"ถึงแล้วครับ" ปกรณ์ดับเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์ที่เงียบลงแทนที่ด้วยเสียงหริ่งเรไรและเสียงหยดน้ำฝนกระทบใบไม้ "โบราณสถานแห่งศตวรรษที่สิบสี่ ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน และความลับที่คุณตามหาถูกฝังไว้ใต้รากไม้นั่น"
อคินเปิดประตูรถก้าวลงไป สัมผัสแรกคือความเย็นเยียบของอากาศที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้า กลิ่นอายของดินและหินเก่าแก่เตะจมูก เขาหยิบไฟฉายคู่ใจขึ้นมาเปิดลำแสงสีขาวส่องกราดไปเบื้องหน้า ซากปรักหักพังขนาดมหึมาปรากฏแก่สายตา โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ถูกลบเลือนด้วยกาลเวลา
รวินท์ก้าวตามลงมา ยืนเคียงข้างอคิน สายตาทอดยาวไปยังลานหินกว้างเบื้องหน้าซึ่งมีแท่นหินแกะสลักลวดลายประหลาดตั้งอยู่ตรงกลาง ลวดลายนั้น... ตรงกันกับภาพร่างในสมุดบันทึกที่อคินถืออยู่ไม่มีผิดเพี้ยน
"ดูที่แท่นหินนั้นสิ อคิน" รวินท์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ชี้มือไปยังใจกลางโบราณสถาน "นั่นคือจุดเริ่มต้นของบทกวี และอาจเป็นจุดจบของพวกเราทุกคน"
อคินเดินเข้าไปใกล้แท่นหินช้าๆ หัวใจเต้นระส่ำด้วยความตื่นเต้นและหวาดระแวงในคราวเดียวกัน เมื่อแสงไฟฉายส่องกระทบลงบนผิวหิน เขาก็ต้องพบกับรอยสลักใหม่ที่ยังคงมีคราบสีดำของหมึกหรือยางไม้บางชนิดเปื้อนอยู่ มันไม่ใช่รอยสลักโบราณอายุหลายร้อยปี แต่เพิ่งถูกทำขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้เอง
นิ้วเรียวยาวของอคินเอื้อมออกไปแตะสัมผัสรอยสลักนั้น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ตัวอักษรแต่ละตัวเรียงร้อยเป็นบทกวีบทใหม่ ที่ไม่ได้เขียนด้วยหมึกธรรมดา แต่เขียนด้วยข้อความที่ทิ้งคำถามบาดลึกถึงตัวตนของเขาเอง
ในขณะที่อคินกำลังเพ่งพินิจข้อความนั้น ปกรณ์ซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและคมกริบราวกับใบมีด
"ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่คุณเดินเข้ามาเอง... อคิน"
อคินสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปมอง แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างของปกรณ์และรวินท์ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว ท่ามกลางหมอกหนาที่เคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อม มีเงาร่างนับสิบก้าวออกมาจากซากปรักหักพังรอบด้าน และแสงไฟจากไฟฉายของพวกมันก็ส่องตรงมาที่ตัวเขาเพียงคนเดียว...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งประวัติศาสตร์นี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 12
หมอกควันแห่งประวัติศาสตร์
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!