กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและฝุ่นผงที่ลอยวนในลำแสงสลัว คือออกซิเจนเดียวที่อคินคุ้นเคยมาตลอดหลายปี แต่ในวินาทีนี้ ปลายจอดิจิทัลของเครื่องมือตรวจวัดภาคสนามในมือเขากลับส่งเสียงเตือนเบาๆ เป็นจังหวะที่ดึงสติให้หลุดออกจากเซฟโซนอันคุ้นเคย
"ถ้าคุณยังกอดตรรกะและกระดาษไขพวกนั้นเอาไว้ เราก็คงได้แค่ยืนมองร่องรอยที่กำลังสลายไปตามกาลเวลาโดยไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ, คุณอคิน"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของรวินท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานส่วนตัว กวีหนุ่มยืนอยู่ริมหน้าต่างที่เปิดกว้างรับลมภายนอก เสื้อโค้ทสีเข้มพลิ้วไหวตามแรงลมเล็กน้อย มือเรียวยาวกำลังสวมถุงมือหนังสีดำอย่างใจเย็น ชวนให้รู้สึกราวกับเขากำลังเตรียมตัวไปสนามประลอง มากกว่าการเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่สาธารณะที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง
อคินมองแผ่นกระดาษรายงานการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ในมือสลับกับใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะฉายแววลังเลเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นตามวิสัยของนักวิชาการผู้ยึดมั่นในหลักฐาน
"ผมไม่ได้กลัวการก้าวออกไปข้างนอกหรอกนะครับ, คุณรวินท์... ผมแค่มองไม่เห็นเหตุผลอันสมควรว่าทำไม 'กวี' อย่างคุณ ถึงกระตือรือร้นที่จะเอาตัวเองลงไปคลุกคลีกับหลักฐานทางกายภาพ ที่ต่อให้คุณพยายามร้อยเรียงมันออกมาเป็นบทกลอนที่ไพเราะแค่ไหน ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีทางบิดเบือนไปตามจินตนาการของคุณได้"
รวินท์หันกลับมาสบตา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่ากำลังเยาะเย้ยหรือเชิญชวน
"ความจริงกับบทกวีไม่ใช่สิ่งเดียวกันก็จริงครับ... แต่มันมักจะซ่อนอยู่ในมุมมืดที่ตรรกะของคุณเข้าไม่ถึงต่างหากล่ะครับ ไปกันเถอะครับ รถรออยู่แล้ว"
การเดินทางออกจากหอสมุดกลางในยามวิกาลเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับอคิน ยานพาหนะคันเก่งแล่นผ่านถนนสายเปลี่ยวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของอาคารยุคเก่า ซึ่งถูกทิ้งร้างจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต บรรยากาศภายในรถเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงกระดาษพลิกเบาๆ จากแฟ้มคดีที่อคินยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านทบทวนเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ
เมื่อรถจอดสนิท ณ บริเวณโกดังสินค้าเก่าริมท่าเรือร้างที่ถูกระบุว่าเป็นจุดเกิดเหตุ กลิ่นไอเค็มของน้ำทะเลผสมกับกลิ่นอับชื้นก็ปะทะเข้าจมูกทันที แสงไฟจากสปอตไลต์ภาคสนามสาดส่องผ่าความมืด เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมและคราบรอยขูดขีดบนพื้นคอนกรีต
อคินก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าอุปกรณ์ตรวจเช็กหลักฐาน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสัญชาตญาณของภัณฑารักษ์ผู้รอบคอบ
"ตามรายงานระบุว่าจุดนี้คือพื้นที่พบศพและร่องรอยการทำลายเอกสาร แต่ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว ฝนก็ตกติดต่อกันหลายวัน หลักฐานทางชีวภาพน่าจะถูกชะล้างไปหมด..." อคินพูดพลางปรับเลนส์แว่นขยายดิจิทัล
"หลักฐานทางกายภาพอาจจะหายไปแล้วครับ... แต่ 'ร่องรอยของผู้กระทำ' ไม่เคยจางหายไปไหนสำหรับผู้ที่มีตาคอยมอง" รวินท์เดินนำลึกลงไปในเงาของโกดัง รองเท้าหนังกระทบกับพื้นปูนเกิดเสียงก้องกังวาน
อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าตามไปติดๆ ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า การตัดสินใจยอมตามกวีหนุ่มออกมาในครั้งนี้ อาจทำให้เขาได้พบกับความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานาน หรือไม่ก็... ดิ่งลึกเข้าสู่หลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่มุมอับสายตาหลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ซึ่งแสงไฟสาดส่องมาไม่ถึง รวินท์หยิบไฟฉายรังสีอัลตราไวโอเลตขึ้นมาเปิดใช้งาน แสงสีฟ้าม่วงสาดกระทบลงบนผนังปูนซีเมนต์ที่ดูเผินๆ เหมือนว่างเปล่า
"ลองมองดูตรงนี้สิครับ..." รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
อคินก้าวเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงใช้แว่นขยายพิเศษส่องตามลำแสงสีฟ้า ทันใดนั้น รอยจารึกที่เลือนรางราวกับรอยขีดข่วนของกิ่งไม้แห้งก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นบนผนัง มันไม่ใช่รอยกระสุนหรือรอยร้าวธรรมดา แต่มันคือตัวอักษรโบราณที่เรียงร้อยต่อกันเป็นโวหารกวี ซึ่งสอดคล้องกับคดีปริศนาที่เขากำลังตามหาคำตอบ
หัวใจของอคินเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความตื่นตะลึงที่หลักฐานชิ้นนี้เชื่อมโยงระหว่างตรรกะทางคดีกับสัญลักษณ์ทางวรรณกรรมได้อย่างน่าขนลุก เขายืดตัวขึ้นมองหน้ากวีหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างในความมืด
"คุณรู้ล่วงหน้าใช่ไหมว่าเราจะเจออะไรที่นี่?" อคินถาม เสียงของเขาเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความกดดัน
รวินท์ไม่ได้ตอบคำถามทันที เขายื่นมือออกไปแตะรอยจารึกบนผนังเบาๆ ราวกับกำลังสัมผัสร่องรอยของคนรักเก่า ก่อนจะหันมาสบตาอคินตรงๆ ในระยะประชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ
"ผมไม่ได้รู้ล่วงหน้าหรอกครับ... แต่ผมแค่ฟังเสียงที่คนตายทิ้งเอาไว้เป็นคนสุดท้ายต่างหากล่ะครับ"
ในจังหวะที่อคินกำลังจะเอ่ยปากแย้งด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เสียงฝีเท้าฝ่าพื้นน้ำขังก็ดังขึ้นกะทันหันมาจากมุมมืดด้านหลังเสาต้นถัดไป พร้อมกับลำแสงไฟฉายปริศนาที่กราดตรงเข้ามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่!
รวินท์คว้าแขนอคินให้หลบเข้าหลังเสาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่เสียงกระสุนนัดหนึ่งแหวกอากาศเฉี่ยวหัวไหล่ของอคินไปปักเข้ากับผนังปูนด้านหลัง เสียงเศษปูนแตกกระจายร่วงกราวลงมาเคลือบความเงียบงันที่ถูกกระชากขาดวิ่น
ดวงตาของอคินเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักว่า... พวกเขาไม่ได้มาสำรวจร่องรอยในอดีตตามลำพังเสียแล้ว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาก계ไปกับตัวละครทั้งสองในค่ำคืนนี้นะครับ
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 10
การสำรวจโลกนอกกรอบ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!