เข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาแขวนผนังไม่ได้กำลังเดิน แต่มันกำลังกรีดแทงสติสัมปชัญญะของผมให้ขาดวิ่นทีละน้อย
เสียงติ๊กต่อกที่ควรจะเป็นจังหวะสามัญ กลับดังสะท้อนก้องกวาดอยู่ในโสตประสาทคล้ายเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินวนเวียนอยู่หลังม่านกั้นความทรงจำ ในห้องตรวจเงียบงันปลอดเชื้อแห่งนี้ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากลมหายใจเข้าออกที่ถูกควบคุมให้สม่ำเสมอตามหลักการแพทย์จิตเวช แต่ลึกเข้าไปในรอยหยักของสมอง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนที่คฤหาสน์ตระกูลบูรพา กลับแตกกระจายราวกับกระจกเงาที่ถูกทุบด้วยค้อนทื่อ ๆ
ผม—นายแพทย์ธัญญ์—กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำตัวเดิม ทว่าเบื้องหน้ากลับไม่ใช่โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มประวัติผู้ป่วย หากแต่เป็นความว่างเปล่าที่ถูกโรยไว้ด้วยความหวาดระแวง
"คุณกำลังถอยหลังลงคลองทางความคิดนะคุณหมอ"
น้ำเสียงเย้ยหยันแต่แฝงความนัยลึกซึ้งดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รวินท์ยืนพิงกรอบหน้าต่าง ปลายนิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไฟไว้ หมุนเล่นไปมาอย่างคนใจเย็นราวกับกำลังชมละครสัตว์ชั้นดี "การสะกดจิตตัวเองเพื่อกู้คืนความทรงจำที่สมองบล็อกเอาไว้... มันไม่ใช่ความกล้าหาญหรอกครับ มันคือการรนหาที่ตายโดยสมัครใจต่างหาก"
ผมเหลือบสายตาขึ้นมองหมอผีหนุ่มผู้มีดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้น แววตาของเขานิ่งสนิท แต่เต็มไปด้วยความท้าทายที่ผมเกลียดชังเสียเหลือเกิน
"ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครจะเป็นคนลากความจริงเบื้องหลังรอยสักอักขระพวกนั้นออกมาจากความมืดล่ะครับคุณรวินท์" ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล แม้ว่าในอกข้างซ้ายจะเต้นรัวผิดจังหวะ "ความทรงจำที่หายไปสามนาทีนั้น คือรอยต่อระหว่างความเป็นกับความตายของพี่สาวผม... หรือคุณรู้อะไรบางอย่างที่คุณพยายามจะปิดบังผมกันแน่"
รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันจนแตกกระจาย เขาเดินเข้ามาใกล้ รัศมีควันจาง ๆ และกลิ่นอายจาง ๆ ของไม้จันทน์หอมลอยวนอยู่รอบตัวเขา ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนผมได้กลิ่นอายความตายและอำนาจลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน
"ความจริงบางอย่าง... ต่อให้คุณควานหามันเจอด้วยวิธีทางจิตวิทยาที่สวยหรูแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันรับไหวมันหรอกครับธัญญ์" รวินท์กระซิบเสียงต่ำ แววตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก "แต่ในเมื่อคุณดึงดันจะเปิดประตูห้องขังนั้นด้วยตัวเอง... งั้นก็เชิญครับ ผมจะดูอยู่ตรงนี้... ดูวันที่คุณต้องร้องขอให้ผมช่วยดึงวิญญาณกลับเข้าร่าง"
ผมเบือนหน้าหนีจากสายตานคมกริบคู่นั้น ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะผมรู้ดีว่ารวินท์พูดถูกครึ่งหนึ่ง สามนาทีที่หายไปในคืนนั้น มีบางสิ่งบางอย่างที่สมองของผมปฏิเสธที่จะจดจำ มันไม่ใช่แค่ความกลัวทางกายภาพ แต่มันคือความวิปริตทางจิตวิญญาณที่วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำอธิบาย
ผมหลับตาลง ช้า ๆ
ลมหายใจถูกปรับให้ยาวลึก ทฤษฎีการสะกดจิตตัวเอง (Self-Hypnosis) เริ่มต้นขึ้นตามกระบวนการทางจิตเวชศาสตร์ที่ผมใช้รักษาผู้ป่วยมานับร้อยราย แต่ครั้งนี้ ผู้ป่วยและจิตแพทย์คือคน ๆ เดียวกัน
*หนึ่ง... สอง... สาม... สี่...*
เสียงของรวินท์เริ่มถอยห่างออกไป กลายเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยมาจากปลายขอบฟ้า บรรยากาศในห้องตรวจค่อย ๆ บิดเบี้ยว เพดานสีขาวสะอาดตาเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเทาหม่นของท้องฟ้ายามวิกาล กลิ่นอายของยาฆ่าเชื้อถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายอับชื้นของดินชื้นแฉะและกลิ่นคาวเลือดที่จางหายยาก
ผมกำลังดึงตัวเองกลับไป... กลับไปยังห้องใต้ดินของคฤหาสน์บูรพา
ความมืดเข้าโอบล้อมรอบกาย อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนขนลุกชัน ผมเห็นตัวเองในอดีตกำลังก้าวเดินไปตามทางเดินแคบ ๆ แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องกระทบผนังอิฐมอญที่ชื้นแฉะ เสียงสวดมนต์ภาษากลุ่มชาติพันธุ์โบราณดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤตทั่วไป แต่เป็นเสียงกระซิบต่ำลึกที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ในมือของผมในอดีตถือแฟลชไดรฟ์สีดำสนิท—วัตถุพยานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องกับพิธีกรรมไสยเวท
และแล้ว... ภาพเบื้องหน้าก็กระชากวาบ!
ผมเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางวงสายสิญจน์ ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมเสื้อคลุมสีเข้มจนกลืนไปกับความมืด แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น คือรอยสักอักขระโบราณที่ขยับเขยื้อนได้ราวกับมีชีวิตอยู่บนแผ่นหลังของคนผู้นั้น มันไม่ใช่รอยสักธรรมดา... มันคือตราประทับของ "พันธสัญญาเลือด" ที่ถูกส่งต่อมาจากตระกูลหมอผีที่ถูกตราหน้าว่านอกรีต
ร่างนั้นหันกลับมา...
นัยน์ตาสีเทาเข้มคู่นั้นจ้องมองทะลุผ่านความมืดตรงมายังผม รอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากปรากฏขึ้นช้า ๆ เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่รวินท์ใช้มองผมเมื่อสักครู่นี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
"คุณหาผมเจอแล้ว... หมอธัญญ์"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากความทรงจำ แต่ดังสะท้อนก้องกวาดอยู่ในห้องตรวจจริง ๆ!
ผมสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างแรง ร่างกายสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนเสื้อเชิร์ตชุ่มโชก ลมหายใจหอบกระชั้นราวกับคนเพิ่งวิ่งหนีตายมานับไมล์ สายตาหวาดผวาจ้องมองไปเบื้องหน้า
เก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงาน... ว่างเปล่า
รวินท์หายไปแล้ว ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการมีอยู่ มีเพียงควันบุหรี่จาง ๆ ที่ยังคงลอยวนอยู่กลางอากาศ และบนโต๊ะทำงานกระจกใสเบื้องหน้าผม มีวัตถุบางอย่างถูกวางทิ้งไว้ในความเงียบงัน
มันคือ "แฟลชไดรฟ์สีดำ" ดอกเดียวกับที่ผมเพิ่งเห็นในความทรงจำเมื่อครู่... ทั้งที่ความจริงแล้ว มันควรจะถูกเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของสถานีตำรวจ!
และก่อนที่ผมจะได้ตั้งสติจากความตกตะกอนทางความคิด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องตรวจ... พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังสามครั้งเยือกเย็น ที่บ่งบอกว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาในฐานะมิตร... และไม่ใช่ในฐานะแขก
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์•ตอนที่ 27
เบาะแสในความทรงจำ
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!