กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมผสมคราบเลือดจางๆ ลอยอบอวลอัดแน่นอยู่ในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายด้วยผ้าม่านทึบแสง เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงครางฮือในยามวิกาล ราวกับพยายามกลบเสียงหอบหายใจรดรินที่แหบพร่าและติดขัดของร่างที่นอนซมอยู่บนฟูก
ธัญญ์วางผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างระมัดระวัง สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสำรวจร่องรอยความเสียหายบนร่างของรวินท์ หมอผีหนุ่มผู้มักจะปรากฏกายด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าในยามนี้ ร่างกายของอีกฝ่ายกลับสั่นเทาด้วยพิษไข้ที่เกิดจากพลังไสยเวตย้อนกลับ อาคมที่รวินท์ใช้สะกดวิญญาณในคดีล่าสุดสะท้อนเข้าสู่ตัวเขาเองอย่างรุนแรง ราวกับบูมเมอแรงแห่งความมืดที่ย้อนกลับมาสังหารผู้สร้างมันขึ้นมา
"อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยครับ... หมอธัญญ์" เสียงแหบแห้งเอ่ยลอดไรฟันที่ขบเข้าหากันแน่น รวินท์พยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก ทั้งที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย "มันน่าสมเพช... สำหรับคนที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างคุณ ที่ต้องมานั่งเฝ้าคนงมงายใกล้ตายแบบนี้"
"ผมไม่ได้มานั่งเฝ้าเพราะความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์หรอกครับ รวินท์" ธัญญ์ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าแฝงความหนักแน่นในแบบฉบับของจิตแพทย์ผู้ผ่านเคสวิกฤตมาโชกโชน เขาดึงเก้าอี้ไม้มานั่งลงใกล้เตียง เอื้อมมือไปแตะข้อมือของอีกฝ่ายเพื่อตรวจชีพจร สัมผัสนั้นเย็นเฉียบราวกับคนใกล้หมดลม "ผมแค่อยากแน่ใจว่า คุณจะยังไม่ตายก่อนที่เราจะตกลงกันเรื่องบันทึกของตระกูลคุณให้รู้เรื่อง"
รวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผากและระคายหู "คุณนี่... ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ ทุกอย่างในหัวคุณต้องมีเหตุผล มีผลลัพธ์ มีผลกำไรทางความคิด แม้แต่ความเป็นความตายของผม คุณก็ยังมองเป็นแค่ตัวแปรในสมการการสืบสวนของคุณ"
ธัญญ์ไม่ตอบโต้ เขาปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวของแพทย์หนุ่มกดลงบนจุดชีพจรที่เต้นอ่อนแรง ร่างกายของรวินท์กำลังต่อสู้กับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยตำราแพทย์แผนปัจจุบัน อุณหภูมิร่างกายของหมอผีหนุ่มต่ำกว่าปกติ แต่วับวาวด้วยความร้อนรุ่มภายใน แผ่นหลังของอีกฝ่ายมีรอยแผลไหม้สีดำคล้ำเป็นวงกว้าง รอยยันต์โบราณที่ถูกลบเลือนด้วยพลังงานบางอย่างกำลังกัดกินเนื้อเยื่อทีละน้อย
ภาพนั้นทำให้ธัญญ์นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ภาพพี่สาวของเขาที่นอนหายใจรวยรินท่ามกลางพิธีกรรมประหลาดในคืนที่ฝนตกหนัก ความรู้สึกสูญเสียและไร้พลังแบบเดิมพรั่งพรูเข้ามาในอก แต่นัยน์ตาคู่คมกลับยิ่งฉายแววเยือกเย็นและดุดันขึ้น เขาไม่ใช่เด็กชายคนเดิมที่ทำได้เพียงยืนมองความตายพรากคนที่รักไป
"ถ้าคุณตายตอนนี้ สมการของผมอาจจะเสียหาย..." ธัญญ์โน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาสะท้อนภาพใบหน้าเจ็บปวดของรวินท์ "แต่สำหรับคุณ... มันหมายถึงความพ่ายแพ้ตลอดกาล ความตั้งใจที่จะล้างมลทินให้ตระกูลของคุณจะจบลงตรงนี้ พร้อมกับความจริงที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกับศพของคุณ"
คำพูดนั้นราวกับมีฤทธิ์เดชยิ่งกว่ายาปฏิชีวนะใดๆ รวินท์ชะงัก ดวงตาคมดุที่มักฉายแววเจ้าเล่ห์ตวัดขึ้นสบตากับธัญญ์ นัยน์ตาทั้งสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและอบอวลด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะจำกัดความ—ความเกลียดชัง ความเคารพ และแรงดึงดูดประหลาดระหว่างขั้วตรงข้าม
"คุณนี่มัน... ใจร้ายเป็นบ้าเลยนะครับ หมอธัญญ์" รวินท์กระซิบ ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอของอีกฝ่ายเมื่อธัญญ์ขยับเข้ามาใกล้เพื่อเช็ดตัวให้ "รู้ไหมว่าการพูดจาแบบนี้ใส่คนป่วย มันทำให้อาการของผมแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก"
"ถ้าอาการแย่ลงเพราะคำพูดความจริง แสดงว่าภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยาของคุณต่ำเกินไปครับ" ธัญญ์เอ่ยเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งชุบน้ำหมาดๆ แล้วบรรจงเช็ดคราบเหงื่อบริเวณหน้าผากและลำคอของรวินท์อย่างเบามือ แม้คำพูดจะเฉียบคม แต่การกระทำกลับเปี่ยมด้วยความใส่ใจในวิชาชีพอย่างเคร่งครัด "อดทนหน่อยครับ ผมต้องทำความสะอาดแผลด้านหลังให้คุณ ไม่อย่างนั้นเนื้อตรงนั้นเน่าแน่"
รวินท์หลับตาลง ยอมจำนนต่อสัมผัสที่มั่นคงและเย็นเยียบของจิตแพทย์หนุ่ม ความเจ็บปวดจากการชำระล้างแผลแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง แต่เสียงทุ้มต่ำและนิ่งสงบของธัญญ์ที่คอยบอกจังหวะการหายใจ กลับช่วยบรรเทาความทรมานลงได้อย่างน่าประหลาด
"ทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ..." รวินท์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ธัญญ์กำลังปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด "ดึกมากแล้ว งานที่โรงพยาบาลของคุณก็มีตั้งเยอะ ทำไมถึงต้องมาเสียเวลาเฝ้าหมอผีสติฟั่นเฟือนอย่างผม"
ธัญญ์หยุดมือไปชั่วขณะ ดวงตาหลังกรอบแว่นมองตรงไปยังผนังห้องที่มีรอยร้าว เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความลึกลับ
"เพราะผมอยากรู้ความจริง... ว่าสิ่งที่พวกคุณพยายามปกปิดมันคืออะไรกันแน่" ธัญญ์หันกลับมามองสบตารวินท์ตรงๆ "และอีกอย่าง... ผมเกลียดการติดค้างใคร คุณช่วยชีวิตผมไว้ในโกดังร้างเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมก็ต้องดูแลคุณจนกว่าคุณจะหายดี นี่คือหลักการของผม"
รวินท์ลืมตาขึ้น มุมปากยกยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เต็มไปด้วยความเย้ยหยันเช่นเคย แต่มีความอ่อนล้าและความจริงใจซ่อนอยู่ลึกๆ "คุณนี่มันเป็นผู้ชายประเภทที่อันตรายที่สุดเลยนะครับ... ธัญญ์"
บรรยากาศในห้องเงียบสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอขึ้นของรวินท์ ธัญญ์เก็บอุปกรณ์การแพทย์ลงในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเตรียมตัวกลับ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังเดินไปที่ประตู เสียงเคาะประตูดังสนั่นสามครั้งก็ดังขึ้นจากด้านนอก—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะที่หนักแน่นและไร้ซึ่งความลังเล
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที ธัญญ์ขมวดคิ้วมุ่น นาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีสองครึ่ง ไม่มีเหตุผลใดที่แขกยามวิกาลจะมาเยือน ณ สถานที่แห่งนี้ รวินท์ที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาโพลงทันที ความอ่อนล้าเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แววตาของหมอผีหนุ่มเปลี่ยนเป็นตื่นตัวและระแวดระวังถึงขีดสุด
ก่อนที่ธัญญ์จะทันได้ก้าวไปเปิดประตู ลูกบิดประตูห้องพักก็ค่อยๆ หมุนช้าๆ จากด้านนอก พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่เอี๊ยดอาร์ดดังบาดหู ท่ามกลางความมืดมิดของทางเดินด้านนอก ร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตู เงาร่างนั้นทอดยาวทับร่างของธัญญ์และรวินท์จนมิด และเมื่อแสงไฟจากถนนสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำให้ทั้งสองคนต้องกลั้นหายใจ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์•ตอนที่ 26
บาดแผลที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!