กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดริปคั่วอ่อนลอยอวลตัดกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องทำงานแคบ ๆ ใต้ดินของสำนักงานสืบสวน รวินท์ไม่ได้สนใจความรื่นรมย์ของคาเฟอีนในแก้วกระเบื้องเคลือบสีชาดตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวของหมอผีหนุ่มกำลังคีบตะปูตอกโลงศพอาคมขึ้นมาพิจารณาใต้แสงไฟนีออนสีส้มกระพริบ เหล็กกล้าขึ้นสนิมเขียวคร่ำคร่าส่งกระแสความเย็นเยียบผ่านอากาศออกมารบกวนประสาทสัมผัส จนจิตแพทย์หนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องขยับกรอบแว่นสายตาด้วยความหงุดหงิด
"คุณกำลังใช้ความกลัวของชาวบ้านเป็นเครื่องมือหากิน รวินท์"
เสียงทุ้มต่ำของธัญญ์ดังขึ้นทำลายความเงียบ สุขุม เยือกเย็น และเต็มไปด้วยร่องรอยของการประเมินค่าทางจิตวิทยา นายแพทย์หนุ่มพิงหลังพิงพนักเก้าอี้หนังสีทึบ ดวงตาคมกริบมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งยิ้มเยาะอยู่หลังกองตำราไสยเวทโบราณ
รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบคล้ายเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน "ความกลัวเหรอครับ คุณหมอ... ผมเรียกว่า 'สัจธรรม' ต่างหาก สิ่งที่คุณเรียกว่าความงายงาย นั่นแหละคือภาษาเดียวที่วิญญาณพยาบาทพวกนั้นเข้าใจ การเจรจาด้วยหลักจิตวิทยาและเหตุผลแบบที่คุณใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาล มันใช้ไม่ได้ผลกับศพที่ถูกฝังทั้งเป็นด้วยคาถาอาคมหรอกครับ"
ธัญญ์ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปรากฏเป็นสันนูน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำ รัศมีคุกคามโดยธรรมชาติของจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้ทำให้รวินท์สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หมอผีหนุ่มยังคงนั่งไขว่ห้าง จ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิทที่ซ่อนความท้าทายไว้เบื้องลึก
"เด็กผู้หญิงคนนั้นอายุแค่สิบสองขวบ รวินท์!" ธัญญ์ตบลงบนพื้นโต๊ะเสียงดังสนั่น เอกสารรายงานการแพทย์และภาพถ่ายรอยแผลพุพองปริศนาบนร่างเหยื่อกระจายเกลื่อน "สิ่งที่คุณทำเมื่อคืนนี้ มันไม่ใช่การขับไล่วิญญาณ แต่มันคือการทรมานเด็ก! คุณใช้พิธีกรรมบีบคั้นจิตใจเธอจนเกิดอาการทางประสาทหลอนอย่างรุนแรง คุณข้ามเส้นระหว่างหมอผีกับฆาตกรไปไกลมากแล้ว"
รวินท์วางตะปูอาคมลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ ส่วนสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้คนทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นอายจาง ๆ ของกำยานและเหงื่อไคลผสมปนเปกันในอากาศที่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันทางความคิด
"ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น วิญญาณสัมภเวสีตนนั้นคงกินวิญญาณเด็กคนนั้นไปครึ่งซีกแล้วครับ คุณหมอ" รวินท์โน้มใบเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงกระซิบนั้นเย็นเยียบราวกับลมหนาวพัดผ่านสันหลัง "คุณเรียนจิตมาทั้งชีวิต เพื่ออธิบายว่าทำไมคนเราถึงบ้า แต่คุณไม่เคยเข้าใจเลยว่า... อะไรที่ทำให้คนเรา *ยอมตาย* เพื่อความแค้น คุณมัวแต่รักษาเปลือกนอก ปล่อยให้เนื้อข้างในเน่าเฟะ... เหมือนกับพี่สาวของคุณ"
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงทันที อุณห็ภูมิรอบตัวคล้ายลดฮวบลงหลายองศา ธัญญ์ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาแคบลงด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン การที่รวินท์หยิบยกปมในอดีตเรื่องพี่สาวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในพิธีกรรมประหลาดมาใช้โจมตี คือการล파มเส้นแบ่งจรรยาบรรณที่ธัญญ์ขีดไว้
"อย่าเอาเรื่องของเธอมาพูดเล่น" ธัญญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสสีดำสนิทของคู่สนทนา
"ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ ธัญญ์" รวินท์เปลี่ยนสรรพนามอย่างจงใจ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยแต่แฝงด้วยความคมคายที่บาดลึก "เราสองคนต่างหากที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่คุณใช้ตรรกะบังตา ส่วนผมใช้ความมืดนำทาง... คุณอยากหาความจริงเรื่องพี่สาวของคุณไม่ใช่หรือครับ? งั้นก็เลิกใช้ระเบียบอันสวยงามพวกนั้น แล้วมาดูความจริงดิบเถื่อนที่ผมกำลังเผชิญอยู่สิครับ"
รวินท์ผายมือไปยังแผนที่เมืองเก่าและรายชื่อตระกูลผู้มีอิทธิพลที่ปักหมุดด้วยเข็มสีแดงบนกระดานชนวนขนาดใหญ่ที่มุมห้อง มีเส้นด้ายสีแดงโยงใยเชื่อมโยงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในรอบสิบปีเข้ากับชื่อของตระกูล 'บูรพาพิทักษ์' ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่พ่อของรวินท์เคยรับใช้ก่อนจะถูกใส่ร้ายและฆ่าตายอย่างอนาถ
ธัญญ์มองตามเส้นด้ายเหล่านั้น สมองส่วนเหตุผลและวิเคราะห์เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ แม้เขาจะรังเกียจวิธีการอันป่าเถื่อนของรวินท์ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อมูลในกระดานนั้นสอดคล้องกับบันทึกการรักษาและอาการป่วยทางจิตของเหยื่อหลายรายที่เขาเคยศึกษามาอย่างน่าประหลาด
"คุณกำลังบอกว่า... การตายของเหยื่อทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่ใช้ไสยเวทเป็นฉากหน้าในการอำพรางคดี?" ธัญญ์ถามเสียงเรียบ พยายามดึงสติกลับมาสู่ความเป็นมืออาชีพ
รวินท์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม "ฉลาดมากครับ คุณหมอ... ไสยเวทเป็นแค่เครื่องมือ อำนาจต่างหากคือเป้าหมาย คนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดกำลังใช้ความกลัวของชาวบ้านสร้างกองทัพหุ่นเชิดขึ้นมา และถ้าเรายังมัวแต่เถียงกันเรื่องศีลธรรม... เหยื่อรายต่อไปจะไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้คุณเอาไปชันสูตร"
ก่อนที่ธัญญ์จะได้เอ่ยปากโต้แย้งสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่บันไดทางลงห้องใต้ดิน ฝีเท้าที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวและไม่ได้มากันแค่คนเดียว
*ตึง... ตึง... ตึง...*
ทั้งสองคนหันขวับไปมองที่ประตูไม้สักบานหนา รวินท์รีบคว้ามีดอาคมขึ้นมาถือไว้มั่น ขณะที่ธัญญ์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือล้วงเข้าไปหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ขนาดเล็กที่มีเข็มฉีดยาสลบแรง ฤทธิ์สูงซ่อนอยู่
ประตูห้องใต้ดินถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่ว แสงไฟสลัวจากด้านบนเผยให้เห็นร่างของชายชราในชุดสูทสากลเปียกปอน ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างนั้นเซถลาเข้ามาข้างในก่อนจะล้มฟุ้งลงกับพื้นเบื้องหน้าพวกเขา
และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของทั้งธัญญ์และรวินท์ต้องสะดุดกึก คือรอยแผลเป็นรูปสัญลักษณ์ประหลาดที่ถูกกรีดลงบนหน้าผากของชายชราผู้นั้น... มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับรอยแผลบนศพของพี่สาวธัญญ์เมื่อสิบปีก่อน และเป็นตราประทับประจำตระกูลของรวินท์เอง!
"มัน... มันตามมาแล้ว..." ชายชรากระอือกกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ก่อนจะสิ้นใจคาที่ในอ้อมแขนของธัญญ์
และในวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบแหบพร่าหลายร้อยเสียงก็ดังระงมขึ้นจากความมืดมิดนอกหน้าต่างบานเล็กใต้ดิน พร้อมกับเงาร่างนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้ามาปิดบังแสงไฟจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดและตรรกะอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ — **อรุณมนตราขาว**
ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์•ตอนที่ 10
รอยร้าวในอุดมการณ์
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!