กลิ่นอายของสนิมเหล็กและควันธูปอบอวลเสียจนธัญญ์รู้สึกได้ถึงรสฝาดปร่าที่โคนลิ้น
บนโต๊ะทำงานไม้สักทองในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลจิตเวชเอกชนชื่อดัง แผ่นกระจกเงาบานใหญ่ที่เคยถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีดำถูกเปิดออก เผยให้เห็นเงาสะท้อนของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งดวงดาว ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ภายในกรอบกระจกนั้นกลับไม่ใช่ภาพของห้องสี่เหลี่ยมโล่งๆ ทว่ามันคือภาพเคลื่อนไหวของโถงทางเดินที่คุ้นเคย—โถงทางเดินในบ้านพักของเหยื่อผู้เสียชีวิตรายล่าสุด ซึ่งอยู่ห่างออกไปนับสิบกิโลเมตร
รวินท์ยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกบานนั้น หมอผีหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสีเข้มสวมถุงมือหนังสีดำสนิท มือข้างหนึ่งถือกระปุกผงอาคมสีเทาคล้ำ อีกข้างถือมีดหมอโบราณที่สะท้อนแสงไฟนีออนวับวาม ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองภาพในกระจกด้วยความนิ่งสงบ ราวกับกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของหน้าจอคอมพิวเตอร์ก่อนกดส่งรายงาน
"คุณกำลังใช้หลักจิตวิทยาแขนงไหนอธิบายภาพตรงหน้าหรือครับ คุณหมอธัญญ์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง เจ้าตัวยังคงจดจ้องอยู่กับเงาในกระจกที่เริ่มบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
ธัญญ์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อปรับระยะสายตา นัยน์ตาหลังกรอบแว่นสายตาสุกใสด้วยความเย็นชาและคมกริบ เขาไม่ได้ตื่นตระหนก—ความตายและความผิดปกติทางจิตเป็นสิ่งที่เขาพบเจอจนชินชา แต่สิ่งที่กำลังท้าทายตรรกะของแพทย์ผู้เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างเขาในเวลานี้ คือการพยายามหาช่องโหว่ทางฟิสิกส์ที่รวินท์กำลังใช้หลอกตาเขา
"ภาพสะท้อนในกระจกถูกบันทึกไว้ล่วงหน้า หรือคุณกำลังใช้เทคโนโลยีฉายภาพโฮโลแกรมแบบพกพา" ธัญญ์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้แผ่นกระจกอีกสองก้าวเพื่อสังเกตการณ์ "ในทางจิตวิทยา มนุษย์เรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่ตัวเองหวาดกลัว เพื่อหาเหตุผลมารองรับความไร้พลังของตนเอง... แต่ผมเป็นแพทย์ครับ ผมมองหา 'กลไก' เสมอ"
รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันน่าหมั่นไส้ หมหมผีหนุ่มค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับจิตแพทย์หนุ่ม รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายไม่ได้สื่อถึงความขบขัน แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้าสู่กรงขังที่ตระเตรียมไว้
"กลไกเหรอครับ..." รวินท์ทวนคำ เดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมเย็นของจันทน์กะพ้อปะทะเข้ากับปลายจมูกของธัญญ์ "คุณหมอคิดว่าฆาตกรที่ตำรวจกำลังตามล่า ฆ่าเหยื่อด้วยวิธีไหนล่ะครับ ใช้มีด ใช้ยาพิษ หรือใช้แรงบีบรัดจากมือมนุษย์?"
"รายงานชันสูตรระบุชัดเจนว่ากล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากภาวะช็อกอย่างรุนแรง ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีสารพิษในกระแสเลือด" ธัญญ์อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์อย่างแม่นยำ
"ถูกต้องครับ... เพราะคนร้ายไม่ได้ใช้มือหรืออาวุธแตะต้องตัวเหยื่อเลยแม้แต่น้อย" รวินท์ยกนิ้วขึ้นเคาะเบาๆ ที่กรอบกระจก "เพราะคนร้ายไม่ใช่คน... แต่คือ 'อาคม' ที่ถูกสั่งการ"
คำพูดนั้นแขวนลอยอยู่ในความเงียบงัน ธัญญ์นิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่สมองกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อหาช่องโหว่ของคำกล่าวอ้างนั้น อาคม... เป็นเพียงพลังงานนามธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสนองนี้ดทางจิตวิทยา แต่วันนี้ ชายตรงหน้ากำลังทำให้มันดูเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ทำงานด้วยคำสั่งทางไกล
"คุณกำลังพูดเรื่องเหลวไหล" ธัญญ์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากล้ามเนื้อกรามกลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ในโลกนี้ไม่มีสิ่งลี้ลับ มีเพียงจิตใจมนุษย์ที่บิดเบี้ยวและหาทางหลบหนีความผิดด้วยการโยนบาปให้ภูตผีปีศาจ"
"ถ้าเช่นนั้น... อธิบายสิ่งนี้ให้ผมฟังหน่อยสิครับ คุณหมอผู้ปราดเปรื่อง"
รวินท์กวาดมือขวาที่สวมถุงมือหนังไปบนพื้นผิวของกระจก ทันใดนั้น ภาพในกระจกก็เปลี่ยนไป จากโถงทางเดินกลายเป็นห้องทำงานส่วนตัวของธัญญ์เอง—ห้องที่พวกเขากำลังยืนอยู่ ณวินาทีนี้!
ธัญญ์ขมวดคิ้วมุ่น กวาดสายตามองไปรอบห้อง สภาพห้องทุกอย่างตรงกับในกระจกราวกับภาพถ่าย ทว่าสิ่งที่ไม่ควรมี... กลับปรากฏขึ้นในเงาสะท้อน
ในกระจกเงาบานนั้น มีร่างของใครอีกคนกำลังยืนอยู่ด้านหลังของธัญญ์ ร่างโปร่งแสงในชุดเสื้อกาวน์สีขาวเปื้อนคราบเลือดเก่ากรัง เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิง และดวงตาคู่ที่กล้อมกลวงโบ๋กำลังจ้องมองตรงมาที่ท้ายทอยของธัญญ์ด้วยความอาฆาตมาดร้าย
ลมหายใจของธัญญ์สะดุดไปชั่ววินาที ร่างกายแข็งทื่อโดยอัตโนมัติ ร่างในกระจกนั้น... ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพี่สาวของเขาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนพิธีกรรมประหลาดเมื่อสี่ปีก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน
"คุณ... ทำอะไร" ธัญญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีเริ่มถูกกัดเซาะด้วยภาพหลอนที่สมจริงเกินกว่าจะปัดตกเป็นเรื่องบังเอิญ
รวินท์ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปล่อยให้ธัญญ์เผชิญหน้ากับเงาสะท้อนอันน่าสะพรึงกลัวนั้นลำพัง แววตาของหมอผีหนุ่มฉายแววซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา มีทั้งความสมเพช ความเห็นใจ และความเย้ยหยันปะปนกันอยู่ในที
"ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ คุณหมอ... เงานั่นอยู่ที่นี่มานานแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณก้าวเข้ามาเหยียบโรงพยาบาลแห่งนี้เพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของพี่สาวคุณ"
รวินท์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของธัญญ์ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เยือกเย็นเสียยิ่งกว่าสายลมหนาว
"และที่สำคัญที่สุด... อาคมที่กำลังตามล่าเอาชีวิตเหยื่อทุกรายในคดีนี้ ก็ใช้ 'สื่อกลาง' ชิ้นเดียวกันกับเงาที่กำลังยืนมองคุณอยู่ข้างหลังตอนนี้... ไม่มีผิดเพี้ยน"
ธัญญ์รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่วิ่งพล่านจากกระดูกสันหลังขึ้นสู่ท้ายทอย เขายังไม่กล้าหันกลับไปมองด้านหลังทันที แต่สายตากลับจดจ้องอยู่กับเงาในกระจกที่ค่อยๆ ยกมือขึ้น ชี้ปลายนิ้วอันเรียวยาวมาที่แผ่นหลังของเขา
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่า ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงาน
*"พี่... กลับมาแล้วนะ ธัญญ์"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ
ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์•ตอนที่ 5
เงาในกระจกบานเดิม
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับดับวิญญาณ: สัญญาจ้างล้างอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!