มหาจักรพรรดิกิลด์อเวจี: ทะยานสู่จอมราชันย์เหนือจักรวาล•ตอนที่ 15

การสำรวจที่ไร้รอยต่อ

ผลงานโดย โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
นิ้วเรียวยาวที่เพิ่งละจากการเคาะโต๊ะทำงานอย่างเป็นจังหวะหยุดลง นัยน์ตาคมกริบสีนิลภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า ซึ่งฉายภาพความว่างเปล่าของซากประตูมิติที่เพิ่งปิดตัวลง คีธฝากข้อความสุดท้ายผ่านเลนส์โดรนไว้ได้อย่างแนบเนียน รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของผม มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความตระหนก แต่เป็นการยอมรับในฐานะผู้เล่นที่เดินหมากได้ถูกตา "ดูเหมือนว่าเหยื่อตัวนี้ จะรู้ตัวเร็วกว่าที่เราประเมินไว้สเตปหนึ่งสินะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นในห้องบัญชาการลับชั้นใต้ดินของกิลด์อเวจี เรนะที่ยืนอยู่เบื้องขวาขยับตัวเล็กน้อย เอกสารในมือของเธอถูกวางลงบนโต๊ะกระจกอย่างระมัดระวัง ดวงตาคู่สวยฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เธอกวาดสายตามองโค้ดสีแดงที่ยังคงกระพริบบนจอหลัก ซึ่งเป็นร่องรอยพลังงานที่คีททิ้งไว้ก่อนหลบหนี "หัวหน้าครับ ร่องรอยมานาของคีธถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์แบบในรัศมีสามกิโลรอบดันเจี้ยนระดับ S เขามีไอเทมระดับยูนิกที่สามารถบิดเบือนพื้นที่พิกัดได้... ถ้าเรายังปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวอิสระแบบนี้ โครงสร้างแผนการยึดครองเขตเหนืออาจจะสั่นคลอนได้นะครับ" เรนะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความกังวลสะท้อนผ่านแววตาของเธออย่างปิดไม่มิด ผมยกมือขึ้นห้ามปรามเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เธอใจเย็นลง กลิ่นอายความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากตัวผมโดยไม่รู้ตัว อุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เรนะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง เธอรู้ดีว่านี่คือสัญญาณว่าผมกำลังคำนวณหมากกระดานใหญ่ในหัว "ความกังวลเป็นสิ่งที่ดีครับเรนะ แต่มันจะไร้ประโยชน์ทันทีถ้าเราเอาแต่มองหาเงาของศัตรูโดยไม่มองย้อนกลับมาดูว่า เรากำลังยืนอยู่บนพื้นที่แบบไหน" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสื้อคลุมสีดำสนิทขยับตามแรงเคลื่อนไหว "คีธไม่ได้หนีครับ... เขาแค่ถอยไปตั้งหลักในจุดที่คิดว่าปลอดภัย แต่เขาหลงลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า บนกระดานนี้ ไม่มีพื้นที่ไหนที่กิลด์อเวจีเอื้อมไปไม่ถึง" ผมก้าวเข้าไปใกล้หน้าจอโฮโลแกรม นิ้วแตะลงไปที่จุดพิกัดที่คีธหายตัวไป ทันใดนั้น แผนที่สามมิติของเมืองหลวงก็ขยายใหญ่ขึ้น เผยให้เห็นโครงข่ายใต้ดินที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุม ระบบอัจฉริยะที่ผมพัฒนาขึ้นเองเริ่มทำงาน มันทำการประมวลผลรูปแบบการสั่นสะเทือนของมานาที่คีธทิ้งไว้ นี่คือ "การสำรวจที่ไร้รอยต่อ" (Seamless Exploration) ทักษะเฉพาะตัวที่ไม่ได้เกิดจากระบบของโลกใบนี้ แต่มันเกิดจากการผสานกันระหว่างความทรงจำจากชาติก่อนและความสามารถในการวิเคราะห์ขั้นสูงสุดของผม เรนะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเส้นสีทองนับพันเส้นพุ่งออกจากจุดศูนย์กลาง กระจายตัวออกไปราวกับเส้นเลือดใหญ่ที่สูบฉีดข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลาง "นี่มัน... การติดตามร่องรอยระดับอนุภาคมานาหรือคะ... อ๊ะ ขออภัยครับ หัวหน้า... ผมเผลอตัวไปหน่อย" เธอรีบแก้คำพูดทันทีเมื่อรู้ตัวว่าเกือบหลุดสำนวนเดิมออกมา ผมยิ้มรับบางๆ ไม่ได้ถือSา "ไม่เป็นไรครับ ความเคยชินแก้กันได้ คราวหน้าแค่ระวังให้มากขึ้นก็พอ" ผมหันกลับมามองหน้าจอที่ตอนนี้แสดงผลการคำนวณเสร็จสิ้นแล้ว จุดสีแดงที่เคยหายไป ปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้งในเขตอุตสาหกรรมร้างทางตอนใต้ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลเดิมของกิลด์สุริยันต์ทมิฬ กิลด์ใหญ่อันดับสามของประเทศ "เจอตัวแล้วสินะครับ..." ผมพึมพำเบาๆ "หัวหน้าจะให้ผมจัดทีมหน่วยจู่โจมพิเศษเข้ากวาดล้างเลยไหมครับ?" เรนะถามพร้อมกับดึงดาบสั้นคู่ใจออกจากฝักเบาๆ จิตสังหารระดับฮันเตอร์ระดับ S แผ่พุ่งออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "ใจร้อนเกินไปครับเรนะ" ผมส่ายหัวช้าๆ "การที่เราบุกเข้าไปโต้งๆ ตอนนี้ จะทำให้เราตกเป็นเป้าสายตาของสมาคมฮันเตอร์และกิลด์อื่นๆ จงจำไว้ว่า ในสงครามธุรกิจและความตาย ผู้ชนะที่แท้จริงจะไม่ลงมือด้วยตัวเองในขณะที่คู่ต่อสู้ยังคิดว่าตัวเองกุมความได้เปรียบ" ผมเดินไปหยิบหน้ากากสีเงินเรียบสนิทขึ้นมาสวมทับใบหน้า แววตาสีิลลอดผ่านเลนส์หน้ากากเปล่งประกายแสงสีฟ้าจางๆ ของระบบอัพเกรด "เตรียมกำลังพลแค่สี่คน... คุณ ผม และหน่วยเงาอีกสองคน เราจะไป 'เยี่ยมเยียน' คีธในฐานะแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แต่จะทำให้เขาไม่มีวันลืมคืนนี้ไปตลอดชีวิต" เสียงฝีเท้าของผมก้าวเดินออกจากห้องบัญชาการอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยพลังกดดันที่แม้แต่เรนะยังต้องรีบก้าวเท้าตามให้ทัน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว รถหุ้มราะสีดำสนิทไร้ป้ายทะเบียนเคลื่อนตัวออกจากฐานทัพลับอย่างไร้สุ้มเสียง มุ่งหน้าสู่เขตกึ่งอุตสาหกรรมในยามวิกาล ภายในโกดังร้างแห่งหนึ่ง ฝุ่นละอองลอยฟุ้งกระจายตามแรงลม คีธกำลังยืนหอบหายใจอยู่หน้าแท่นบูชาโบราณ เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของเขา แม้เขาจะหนีรอดมาได้ แต่พลังงานในตัวก็ร่อยหรอลงอย่างเห็นได้ชัด เขากัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น มือสั่นเทาขณะถือผลึกมานาสีดำเพื่อฟื้นฟูพลัง "ไอ้เด็กเวรนั่น... มันเป็นใครกันแน่... ทำไมมันถึงรู้ทุกย่างก้าวของเรา" คีธสบถออกมาเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วโกดัง *แอ๊ด...* เสียงประตูเหล็กบานใหญ่ที่ขึ้นสนิมค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ แรงลมเย็นยะเยือกพัดพาเอาความหนาเหน็บเข้ามาภายในโกดัง คีธสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมองยังทางเข้าทันที มือขวาชักดาบยาวประจำตัวออกมาตั้งรับ "ใครวะ! ออกมานะ!" เขากลตะคอกเสียงดัง แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ นอกจากเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเป็นจังหวะ... หนึ่ง... สอง... สาม... เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหลังคาที่พังทลาย ร่างนั้นสวมชุดสูทสีดำสนิททับด้วยเสื้อคลุมยาว และสวมหน้ากากสีเงินที่สะท้อนแสงไฟสลัว "ยินดีต้อนรับสู่การต้อนรับอย่างเป็นทางการครับ คุณคีธ" เสียงทุ้มต่ำและสุภาพเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น มันดังก้องอยู่ในหัวของคีธราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต คีธเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจนชนเข้ากับแท่นบูชา "แก... แกเข้ามาได้ยังไง! ที่นี่มีบาเรียป้องกันระดับ S อยู่!" ผมหยุดยืนห่างจากเขาเพียงห้าก้าว มือขวาสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อกั๊กอย่างผ่อนคลาย ราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้ในยามบ่าย ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับฮันเตอร์ระดับสูง "บาเรียที่สร้างขึ้นจากเศษซากเทคโนโลยีเก่าๆ น่ะหรือครับ?" ผมเอียงคอเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่นุ่มนวลจนน่าขนลุก "น่าเสียดายจงอย... มันมีช่องโหว่ถึงสิบสี่จุด และผมใช้เวลาแค่วินาทีเดียวในการเดินผ่านมันเข้ามา โดยที่ระบบของคุณไม่แม้แต่จะส่งเสียงเตือนเลยด้วยซ้ำ" คีธหน้าซีดเผือด เลือดในกายเย็นเฉียบ เขารู้ทันทีว่าช่องว่างระหว่างเขากับชายตรงหน้านั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องน่าขันในสายตาของคนคนนี้ ก่อนที่คีธจะทันได้ขยับตัวเพื่อใช้ไม้ตายสุดท้าย เรนะก็พุ่งตัวปรากฏกายขึ้นด้านหลังของเขาอย่างเงียบเชียบ ปลายดาบคมกริบจ่อเข้าที่ต้นคอของคีธโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว "ขยับแม้แต่นิดเดียว หัวของคุณจะหลุดออกจากบ่าทันทีครับ" เรนะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด ผมยกมือขึ้นห้ามเรนะเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวคีธที่ตอนนี้ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความสิ้นหวัง ผมก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา "เอาล่ะครับ คุณคีธ..." ผมเอ่ยด้วยรอยยิ้มใต้หน้ากาก "ก่อนที่เราจะเริ่มการเจรจาธุรกิจครั้งใหม่ ผมอยากให้คุณตอบคำถามผมสักข้อ..." ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด ดวงตาสีนิลจ้องทะลุผ่านดวงตาที่ตื่นตระหนกของอีกฝ่าย "ใครคือผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังการส่งคุณมาขโมยข้อมูลในวันนั้น... และกิลด์อเวจีของเรา จะได้กำไรเท่าไหร่ ถ้าเราส่งหัวของมันไปให้คุณบนพานทอง?" คีธตัวสั่นเทา ริมฝีปากอ้าค้างด้วยความหวาดกลัว เขารู้ว่าถ้าพูด เขาจะตาย แต่ถ้าไม่พูด... สายตาของคนที่อยู่ตรงหน้าบอกเขาชัดเจนว่า ความตายยังเป็นความปรานีที่น้อยเกินไป ทว่า ในวินาทีที่คีธกำลังจะอ้าปากเอ่ยชื่อนั้นเอง... *ฉีบบบ!* ลำแสงสีดำสนิทพุ่งแหวกอากาศจากมุมมืดของโกดังทะลุผ่านหน้าอกของคีธในพริบตา เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นคอนกรีต คีธเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกVอก ร่างกายของเขากระตุกเกร็งก่อนจะล้มฟุ้งลงจมกองเลือดอย่างไร้เสียงกรีดร้อง ผมหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่มีความตกใจปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย เรนะสะบัดดาบเตรียมตั้งรับพร้อมกวาดสายตามองหาร่องรอยของผู้ลอบสังหาร "ระวังตัวด้วยครับหัวหน้า มีมือปืนซุ่มยิงระยะไกล... มาานาแบบนี้มัน...!" เรนะยังพูดไม่ทันจบ หน้าจอโฮโลแกรมส่วนตัวของผมก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่มีคำสั่งจากผม ข้อความตัวอักษรสีเลือดปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะที่ดังมาจากลำโพงฉุกเฉินของโกดังร้าง *"ยินดีต้อนรับสู่เกมที่แท้จริง... ซีโร่ เจ้าหนูนักคำนวณ"* แสงไฟทั่วทั้งโกดังดับวูบลงพร้อมกัน เหลือเพียงแสงสีแดงฉานจากหลอดไฟฉุกเฉินที่สาดส่องลงมาบนร่างของคีธที่ไร้วิญญาณ และในวินาทีนั้นเอง พื้นเบื้องหน้าของผมก็แยกตัวออกเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ ร่างเงาสนิทนับสิบตัวค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจากความมืดมิด พร้อมกับแผ่จิตสังหารที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ออกมาพ้อมกัน ________________________________________ ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของผมเสมอนะครับ - โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
สารจากนักเขียน (โอเวอร์ลอร์ดซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาจักรพรรดิกิลด์อเวจี: ทะยานสู่จอมราชันย์เหนือจักรวาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%