“สหายรักงั้นหรือ? คำเรียกขานที่ฟังดูเสนาะหูเหลือเกิน... แต่น่าเสียดายที่ในพจนานุกรมของผม คำนิยามของมิตรภาพไม่ได้รวมถึงคนทรยศที่เคยแทงข้างหลังผมเมื่อห้าปีก่อนเอาไว้ด้วย”
ผมเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องทำงานส่วนตัว ณ ฐานบัญชาการหลักของกิลด์อเวจี บรรยากาศภายในห้องลดอุณหภูมิต่ำลงจนไอน้ำจากลมหายใจเริ่มกลายเป็นฝ้าจางๆ ผมนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ท่ามกลางเงามืดตรงมุมห้อง ชายคนนั้นคือ 'คาร์ล' อดีตรองหัวหน้ากิลด์ที่เคยสาบานว่าจะร่วมตายกับผม แต่ในวินาทีที่วิกฤตดันเจี้ยนระดับ S ระเบิดออก เขากลับเป็นคนตัดเชือกที่ยึดเหนี่ยวชีวิตผมไว้แล้วทิ้งให้ผมจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรก
คาร์ลค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนเหนือหัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่ผมเคยเป็นคนสร้างให้ในวันนั้น เขายิ้ม... รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและไร้ซึ่งความสำนึก
“ซีโร่ นายก็ยังเป็นนาย ความสุขุมเยือกเย็นนั่นน่ะ... มันคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัว แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่นายกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ มันยิ่งใหญ่กว่าการล้างแค้นส่วนตัวของพวกเราเยอะ” คาร์ลเว้นจังหวะ เขาขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานของผมมากขึ้น กลิ่นอายของพลังเวทที่ไหลเวียนในตัวเขานั้นแปลกประหลาด มันไม่ใช่พลังของฮันเตอร์ทั่วไป แต่มีกลิ่นอายของ 'ระบบ' ปนเปื้อนอยู่ด้วยอย่างชัดเจน
เรนะ ที่ยืนอยู่เคียงข้างผมตั้งแต่นาทีแรกที่เขาปรากฏตัว วางมือลงบนด้ามดาบคาตานะที่ข้างเอว ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร เธอไม่ได้พูดอะไร แต่แรงกดดันมหาศาลที่ปล่อยออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้ผนังห้องเริ่มสั่นไหว
“เข้าเรื่องเถอะคาร์ล” ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นายไม่ได้กลับมาเพื่อรำลึกความหลัง สิ่งที่นายถือครองอยู่... พลังที่บิดเบี้ยวในตัวนาย มันคืออะไรกันแน่?”
คาร์ลหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบผลึกสีดำสนิทที่มีลวดลายอักขระประหลาดขึ้นมาวางบนโต๊ะ อักขระนั้นเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจที่กำลังสูบฉีดเลือด “ระบบที่นายเทิดทูน ระบบที่มอบพลังให้พวกเราเลเวลอัปจนกลายเป็นยอดมนุษย์ นายเคยสงสัยบ้างไหมซีโร่ ว่าทำไมมันถึงใจดีมอบพลังให้พวกเรามหาศาลขนาดนี้?”
“ไม่มีของฟรีในโลก” ผมตอบสั้นๆ ความจริงข้อนี้ผมตระหนักดีมาตลอด “แต่นายกำลังจะบอกว่า... ระบบไม่ใช่เครื่องมือเสริมพลัง แต่มันคือสิ่งอื่น?”
“มันคือ 'ฟาร์ม'” คาร์ลจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม “พวกเราไม่ได้กำลังเลเวลอัปเพื่อกอบกู้โลก แต่เรากำลังถูก 'ขุน' ให้มีคุณภาพพอที่จะกลายเป็นสารอาหารให้กับสิ่งที่อยู่นอกเหนือมิติใบนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ที่หายสาบสูญไปนับร้อยน่ะ นายคิดว่าพวกเขาไปไหน? พวกเขาไม่ได้ตาย แต่ถูก 'เก็บเกี่ยว' เมื่อถึงค่าสถานะที่ระบบต้องการ เมื่อถึงเวลานั้น... โลกทั้งใบก็จะกลายเป็นสวนผักของพวกมัน”
คำพูดของคาร์ลเปรียบเสมือนหินที่ทุ่มลงในผิวน้ำที่สงบนิ่ง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังของผม นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผมสร้างกิลด์อเวจี ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของตัวเลขค่าสถานะที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลในกลุ่มฮันเตอร์ระดับสูง
“นั่นคือเหตุผลที่นายทรยศผมในตอนนั้นสินะ” ผมพินิจดูผลึกสีดำนั้นด้วยทักษะ 'วิเคราะห์ขั้นสูงสุด' จอภาพโฮโลแกรมสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่มันกลับแสดงผลเป็นโค้ดที่อ่านไม่รู้เรื่องและแจ้งเตือนสีแดงฉาน— [ข้อมูลระดับสูงเกินกว่าการเข้าถึง]
“ใช่” คาร์ลตอบ “เพราะฉันรู้ความจริงก่อนใคร ฉันจึงต้องเลือกข้างที่จะรอดชีวิต ระบบไม่ได้ต้องการแค่ฮันเตอร์ที่แข็งแกร่ง แต่มันต้องการ 'ผู้ดูแล' ที่จะคอยกวาดล้างคนที่เริ่มรู้ความจริง... และวันนี้ ภารกิจของฉันคือการกำจัดกิลด์อันดับหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นหนามยอกอกของเหล่าทวยเทพ”
เรนะพุ่งตัวออกไปทันทีเหมือนเงาที่ตัดผ่านความมืด ดาบของเธอหวังจะปลิดชีพคาร์ลในดาบเดียว แต่เขากลับหลบหลีกได้อย่างง่ายดายด้วยทักษะที่ดูเหมือนการวาร์ปในระยะใกล้ พลังงานสีดำที่กระจายตัวออกมาจากตัวคาร์ลเริ่มกัดกินเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องให้สลายกลายเป็นละอองทราย
“ซีโร่! ถ้าเราไม่รีบทำลายเซิร์ฟเวอร์หลักของระบบที่ตั้งอยู่ในดันเจี้ยนลับนั่น พวกเราทุกคน... ทุกคนที่นายพยายามปกป้อง จะไม่มีใครเหลือรอด!” เรนะตะโกนบอกขณะที่เธอยังคงพัวพันอยู่กับการต่อสู้
ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับถุงมือหนังให้กระชับมือ สายตาของผมเหลือบไปเห็นค่าพลังของระบบที่แสดงอยู่บนข้อมือซ้ายของตัวเอง มันกำลังกระพริบถี่ๆ เป็นรหัสมอร์สที่ผมคุ้นเคย—[ห้ามเชื่อสิ่งที่เห็น ห้ามเป็นสิ่งที่เขาต้องการ]
ทันใดนั้น เสียงเตือนจากระบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้นก้องอยู่ในหัวของผม มันไม่ใช่เสียงสังเคราะห์ที่แสนคุ้นเคย แต่เป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
[ยินดีด้วย... ผู้ถูกเลือกที่ 01... ในที่สุดคุณก็มาถึงจุดนี้ได้สักที... กุญแจอยู่ที่หัวใจของผู้ทรยศ... จงควักมันออกมา... แล้วคุณจะเห็นโลกที่แท้จริง]
คาร์ลหยุดชะงัก รอยยิ้มของเขาหายไป เขามองมาที่ผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความเย้ยหยันเป็นความหวาดกลัวอย่างขีดสุด เขาไม่ได้มองมาที่ผม... แต่เขามองไปที่สิ่งที่อยู่ 'เบื้องหลัง' ของผม
ผมหมุนตัวกลับช้าๆ พบว่าเงาสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ของห้องทำงาน ไม่ได้สะท้อนภาพของตัวผมเอง แต่มันคือภาพของ 'ร่างที่แท้จริง' ของระบบ—ร่างที่ไม่มีใบหน้า มีเพียงดวงตานับพันคู่ที่กำลังจ้องมองมายังพวกเราทุกคนอย่างกระหาย
"นายไม่ได้มาเพื่อกำจัดฉันคาร์ล" ผมเอ่ยขึ้น เสียงของผมสั่นเล็กน้อยแต่มั่นคง "แต่นายมาเพื่อบอกผมว่า... ในร่างของพวกเราทุกคน... มีบางอย่างกำลังเติบโตอยู่ใช่ไหม?"
คาร์ลถอยหลังจนชิดกำแพง ร่างกายของเขาเริ่มมีรอยแยกเหมือนแก้วที่กำลังแตกกระจาย "ซีโร่... นายไม่ใช่คนเดียวที่ระบบจับจ้อง... แต่คนที่ถูกจับจ้องมากที่สุด... คือนาย... ตั้งแต่วินาทีที่นายเกิดมา!"
ท่ามกลางเสียงกระจกที่แตกกระจายร่วงกราวลงพื้น ร่างของคาร์ลสลายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงผลึกสีดำที่กลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่ตรงปลายเท้าของผม ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกกระแทกเปิดออกโดยเหล่าสมาชิกกิลด์ที่แตกตื่น และสิ่งที่พวกเขานำมาด้วยไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นรายงานที่ทำเอาผมต้องหยุดหายใจ
"หัวหน้าครับ... ดันเจี้ยนระดับ S ทั้ง 10 แห่งทั่วโลก... พวกมันเริ่ม 'เปิด' ออกพร้อมกัน... โดยไม่มีใครเข้าไปเคลียร์ครับ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของกิลด์อเวจีมาจนถึงบทนี้ หวังว่าท่านจะร่วมเป็นสักขีพยานในศึกตัดสินครั้งสุดท้ายร่วมกับผมนะครับ
โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
มหาจักรพรรดิกิลด์อเวจี: ทะยานสู่จอมราชันย์เหนือจักรวาล•ตอนที่ 33
ความลับที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย โอเวอร์ลอร์ดซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โอเวอร์ลอร์ดซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาจักรพรรดิกิลด์อเวจี: ทะยานสู่จอมราชันย์เหนือจักรวาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!