เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะทำงานกระจกใสในห้องประชุมใหญ่ของโครงการ ‘Grand Heritage’ ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงัน มันไม่ใช่เสียงของการทะเลาะเบาะแว้งเพื่อเอาชนะกันเหมือนตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า… สงครามประสาทไร้สาระได้สิ้นสุดลงแล้ว
พิมพ์ตะวันยืนกอดอก หลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลายทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกน เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งผู้เป็นทั้งคู่หูและคู่ปรับในเวลาเดียวกัน รณกรไม่ได้หลบตา เขายังคงรักษามาุดขรึมตามแบบฉบับของสถาปนิกเจ้าระเบียบ ทว่ามุมปากหยักลึกนั้นกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"ถ้าขืนเรายังมัวแต่เถียงกันเรื่องความโค้งของคานรับน้ำหนักกับความลาดเอียงของหลังคาสกายไลท์แบบเมื่อวาน ธันวาคงได้หัวเราะเยาะจนฟันร่วงไปข้างหนึ่งแน่ครับ… คุณวิศวกร" รณกรเปิดฉากทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแตะเข้าที่โสตประสาทอย่างจัง
"รู้ตัวก็ดีค่ะ… เอ๊ย รู้ตัวก็ดีนี่คะ… เอ๊ย! รู้ตัวก็ดีนี่ครับ" พิมพ์ตะวันเผลอหลุดปากใช้คำลงท้ายแบบเดิมเกือบหลุดฟอร์ม เธอรีบเปลี่ยนคำแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเคยเหน็บแนมเรื่องการใช้สรรพนามของเธอไว้เจ็บแสบแค่ไหน หญิงสาวเม้มปากแน่นด้วยความขัดใจที่ดันเผลอหลุดหลุดความเพลี่ยงพล้ำให้เขาได้ยิ้มมุมปากอีกครั้ง
"หึ… เปลี่ยนสรรพนามเร็วจนผมตั้งรับแทบไม่ทัน" รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองแผ่นแปลนโครงสร้างที่ถูกแก้ไขจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมบนหน้าจอแท็บเล็ต "แต่ยอมรับเถอะว่า… พอคุณยอมปล่อยให้โครงสร้างมันรับน้ำหนักตามหลักวิศวกรรมจริงๆ โดยไม่ไปขัดใจสุนทรียศาสตร์ของผม แบบแปลนชุดนี้มันดูสมบูรณ์แบบอย่างเหลือเชื่อ"
"อย่าเพิ่งหลงตัวเองค่ะ... เอ๊ย! อย่าเพิ่งหลงตัวเองครับคุณรณกร" พิมพ์ตะวันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตฉายแววท้าทายเช่นเคย "ที่ฉันยอมถอยครึ่งก้าว ไม่ได้แปลว่าแบบของคุณมันไร้ที่ติ แต่เป็นเพราะฉันไม่อยากให้งานชิ้นนี้ต้องพังลงมาคามือแค่เพราะอีโก้บ้าๆ ของสถาปนิกบางคนต่างหาก"
รณกรนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเนียนใสของหญิงสาวตรงหน้า แววตาของเขาเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวกลายเป็นความลึกล้ำบางอย่างที่อ่านยาก สถาปนิกหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานฝั่งที่เธออยู่ทีละน้อย จนพิมพ์ตะวันต้องเผลอถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นกระดาษพิมพ์เขียวและกาแฟคั่วเข้มลอยแตะจมูก ปลุกเร้าประสาทสัมผัสของเธอให้ตื่นตัวขึ้นอย่างกะทันหัน รณกรหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่กั้นด้วยขอบโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน
"อีโก้เหรอครับ…" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก แววตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา "ถ้าผมมีอีโก้จริงๆ ป่านนี้โปรเจกต์นี้คงล่มไปตั้งแต่เราประชุมกันครั้งแรกแล้วล่ะครับ… พิมพ์ตะวัน"
หัวใจของวิศวกรสาวกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกครั้ง แต่มันเจือด้วยความจริงจังและความนุ่มนวลบางเบาที่ทำเอาเธอกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ลง กำแพงความเชื่อใจที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ชายเจ้าเล่ห์ในสายงานสถาปนิกและวิศวกรรมสั่นคลอนอย่างรุนแรงอีกครั้ง
"ถอยไปเลยนะ… คุณรณกร คุณเข้ามาใกล้เกินไปแล้ว" พิมพ์ตะวันเอ่ยเสียงแข็งพยายามกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก มือเรียวเล็กยกขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ ทว่ารณกรกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนี ซ้ำยังขยับเข้ามาใกล้จนปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตสีขาวสะอาด
"ใกล้แค่นี้… ยังน้อยกว่าระยะห่างระหว่างใจเราตอนเถียงกันเรื่องงานเมื่อวานซืนเสียอีกนะครับ" รณกรกระซิบเบาๆ ชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านลาดไหล่จนเธอต้องซุกคอหนีด้วยความจั๊กจี้และเขินอายในคราวเดียวกัน "นับจากวินาทีนี้ไป… เราไม่ใช่คู่แข่งที่จะคอยเลื่อยขาเก้าอี้กันอีกแล้วนะ"
พิมพ์ตะวันชะงัก เธอนิ่งอึ้งไปกับน้ำเสียงและประโยคประกาศิตนั้น ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบตากับนัยน์ตาสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและ… ความคลั่งรักที่ปิดไม่มิด
"คุณหมายความว่า..."
"เราคือทีมเดียวกันครับ" รณกรต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานและเด็ดเดี่ยว มือหนาเอื้อมออกไปคว้าแฟ้มสรุปแบบแปลนโครงสร้างที่เธอเพิ่งกระแทกใส่โต๊ะเมื่อครู่ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดเชื่อมต่อของโครงสร้างเหล็กที่ผ่านการคำนวณอย่างแม่นยำ "และเป้าหมายของเราในตอนนี้… คือการเหยียบโปรเจกต์ของธันวาให้จมดินโดยที่เราไม่ต้องออกแรงฟัดกันเองอีกต่อไป"
รอยยิ้มมุมปากของสถาปนิกหนุ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทเหมือนวันวาน มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่เจอเหยื่อชิ้นใหญ่ และพร้อมจะร่วมมือกับคู่หูคนโปรดเพื่อคว้าชัยชนะมาครองให้จงได้
พิมพ์ตะวันมองรอยยิ้มนั้น หัวใจที่เคยปิดตายกลับเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมาก่อนจะแย้มยิ้มตอบรับด้วยความมั่นใจไม่แพ้กัน
"ถ้าพูดถึงการเหยียบคนอื่นให้จมดิน... ฉันถนัดกว่าเรื่องออกแบบตึกเสียอีกค่ะ... เอ๊ย! ครับ!" หญิงสาวแก้คำลงท้ายทันควันท่ามกลางเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของรณกรที่ดังขึ้นอย่างพึงพอใจ
ทว่า… ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและเคมีระหว่างคนทั้งคู่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ทั้งรณกรและพิมพ์ตะวันผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟช็อต สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ เขากำลังจะหันไปเอ่ยปากไล่แขกไม่ได้รับเชิญให้ไสหัวไปให้พ้น แต่ประตูกระจกกลับถูกผลักเปิดออกเสียก่อน
ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ทว่าสิ่งที่ทำให้รณกรและพิมพ์ตะวันต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่ใช่การมาเยือนของเธอคนนั้น… แต่เป็นประโยคทักทายที่หลุดออกมาจากปากของแขกผู้มาใหม่ต่างหาก
"สวัสดีค่ะคุณกร… ข่าวดีที่สุดในรอบปีมาถึงแล้วค่ะ พอดีทางบอร์ดบริหารใหญ่เพิ่งอนุมัติให้ ‘คุณศิวา’ กลับมานั่งแท่นที่ปรึกษาพิเศษดูแลโปรเจกต์นี้ร่วมกับเราด้วยค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ สัญญาว่าจะพาฟินและฟาดฟันกันให้หนำใจในตอนต่อไปอย่างแน่นอนครับ!
เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท•ตอนที่ 10
เป้าหมายใหม่
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!