กระดาษเอกสารปึกหนาถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักราคาแพง เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวเนื้อแข็งดังทึบสะท้อนความตึงเครียดที่ลอยตัวอวลอยู่ในห้องทำงานขนาดใหญ่ของบริษัท สติลเลอร์ ดีไซน์ แอนด์ คอนสตรัคชัน แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงบนใบหน้าบึ้งตึงของรณกรและพิมพ์ตะวัน ซึ่งยืนเผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจและคู่แข่งตลอดกาลอย่างธันวา รอยยิ้มเยาะเย้ยบนมุมปากของธันวาในยามนี้ช่างบาดตาและชวนให้อยอยากกระชากคอเสื้อสูทสั่งสอนสักครั้งเป็นอย่างยิ่ง
"ดูท่าทางพวกคุณจะทำงานหนักกันจนเบลอสินะครับ... น่าเสียดายจังที่เอกสารคำนวณชุดนี้ของบริษัทคู่แข่งที่เรากำลังจะไปยื่นประมูลพรุ่งนี้เช้า ดันหลุดไปถึงมือสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้วล่ะครับ!"
ประโยคที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้เมื่อครู่ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท พิมพ์ตะวันขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นรูปนัด เธอจ้องเขม็งไปยังธันวาด้วยสายตาดุจคมมีด หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ธันวาคงพรุนไปทั้งร่างด้วยกระสุนปืนกลไปนานแล้ว ในขณะที่รณกรยังคงรักษามาดนิ่งสนิท ใบหน้าคมคายไร้รอยระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก ทว่าดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับหรี่แคบลงเล็กน้อย รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนบรรยากาศรอบกายลดต่ำลงหลายองศา
"คุณคิดว่าวิธีสกปรกแบบนี้จะทำให้คุณชนะโปรเจกต์มูนไลท์รีสอร์ทได้งั้นเหรอครับ ธันวา" รณกรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทแต่ทรงพลังจนอีกฝ่ายถึงกับหุบยิ้มลงชั่วขณะ "การขโมยข้อมูลไปปล่อยให้สื่อ เล่นสกปรกในเกมธุรกิจ มันสะท้อนว่าศักยภาพในสมองของคุณมันมีขีดจำกัดจนต้องพึ่งพาทางลัดสินะครับ"
"ปากเกร็งจนะรณกร! เก็บคำพูดคมๆ ของคุณไว้แก้ตัวกับคณะกรรมการสอบสวนภายในบริษัทพรุ่งนี้เถอะครับ" ธันวาหัวเราะในลำคออย่างผู้กำชัยชนะ "เอกสารชุดนี้มีลายเซ็นรับรองของวิศวกรโครงสร้างประจำโปรเจกต์อย่างคุณพิมพ์ตะวันหลาบหราอยู่ทุกหน้า ต่อให้คุณเป็นสถาปนิกมือทองตระกูลดังแค่ไหน ก็ช่วยผู้หญิงคนนี้ให้พ้นจากข้อหาขายความลับบริษัทไม่ได้หรอกครับ!"
ธันวาทิ้งท้ายด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องทำงานปิดสนิท ทิ้งให้คนทั้งสองจมอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่หนักอึ้ง
พิมพ์ตะวันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง สองมือเรียวบางยกขึ้นกุมขมับ สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เอกสารคำนวณโครงสร้างชุดนั้นเป็นหยาดเหงื่อแรงงานและการนอนไม่หลับติดต่อกันสามคืนสามวันของเธอ ข้อมูลดิบทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเข้ารหัสอย่างดี เหตุใดมันจึงรั่วไหลไปถึงมือสื่อมวลชนได้ ความรู้สึกหวาดระแวงและถูกหักหลังที่ฝังรากลึกจากอดีตเริ่มกัดกินหัวใจเธออีกครั้ง ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในวันที่เคยถูกเพื่อนร่วมงานหักหลังซ้ำรอยกลับมาหลอกหลอนจนลมหายใจติดขัด
"ฮะ... หึ ฉันนี่มันโง่จริงๆ สินะคะ... เอ่อ... ครับ" พิมพ์ตะวันเผลอหลุดเสียงสั่นพร่าออกมา ก่อนจะรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นสายตาของรณกรที่มองมา เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาขอบตา ไม่ยอมให้ความอ่อนแอพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้ชายเย็นชาคนนี้เด็ดขาด "ฉันไม่คิดเลยว่า... ระบบความปลอดภัยที่เราช่วยกันตรวจเช็คจะยังมีช่องโหว่... คุณจะโทษฉันก็ได้นะคะรณกร เพราะลายเซ็นมันเป็นชื่อฉัน..."
"หุบปากแล้วเงียบก่อนสักห้านาทีครับพิมพ์ตะวัน"
น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่เฉียบขาดของรณกรดังขึ้นขัดจังหวะ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ ดวงตาคมกราบกวาดมองใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาแดงก่ำของหญิงสาว ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเยือกชามาตลอดเริ่มส่งเสียงประท้วงในอก รณกรเกลียดการเห็นผู้หญิงคนนี้ทำหน้าแตกสลายแบบนี้ที่สุด หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรัวเร็วจนน่ารำคาญ
"แต่..."
"ผมบอกให้เงียบครับ" รณกรย้ำเสียงเข้ม ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับมิได้เจือความรังเกียจแม้แต่น้อย มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวที่กำลังสั่นเทาของพิมพ์ตะวันเอาไว้แน่น แรงบีบอุ่นๆ จากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงผ่านผิวสัมผัสจนหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย "คุณคิดว่าผมเป็นคนประเภทที่จะเชื่อข่าวลือโง่ๆ จากปากของธันวาหรือไงครับ? หรือคุณคิดว่าสถาปนิกอย่างผมอ่านไม่ออกว่าเอกสารชุดนั้นเป็นของจริงหรือของปลอมที่ถูกตัดต่อ?"
พิมพ์ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "คุณ... หมายความว่ายังไงคะ... หมายถึง... ครับ?"
"ผมตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณส่งไฟล์มาให้แล้วครับ พิมพ์ตะวัน" รณกรผ่อนลมหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วหัวแม่มือของเขาเผลอลูบไล้หลังมือเรียวของเธออย่างลืมตัว "ไฟล์ต้นฉบับที่อยู่กับผมมีโค้ดลับเฉพาะที่ผมกับคุณช่วยกันเขียนขึ้นเพื่อป้องกันการคัดลอก เอกสารที่ธันวาเอามาอวดอ้างเมื่อครู่นี้... เป็นแค่ไฟล์จำลองที่พวกมันแฮกเอาโครงสร้างเก่าเมื่อสัปดาห์ก่อนมาตัดต่อต่างหากล่ะครับ"
ความจริงที่เอ่อล้นออกมาทำให้พิมพ์ตะวันถึงกับพูดไม่ออก เธอมองหน้าชายหนุ่มนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นแรงระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน กำแพงความเชื่อใจที่เธอสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากโลกอันโหดร้าย พังทลายลงในพริบตา ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะผู้ชายปากร้ายตรงหน้าคนนี้... คนที่คอยกวนประสาทเธอมาตลอด กลับเป็นคนแรกที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างและเชื่อมั่นในตัวเธออย่างไม่มีเงื่อนไข
"คุณ... เชื่อใจฉันเหรอคะ... เอ่อ... ครับ?" พิมพ์ตะวันถามเสียงแผ่วเบา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอกจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่
"ผมไม่เคยไว้ใจใครง่ายๆ ครับพิมพ์ตะวัน" รณกรโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม แววตาคมกริบฉายประกายความคลั่งรักที่ถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิดมาตลอด "แต่สำหรับคุณ... ผมยอมเอาอนาคตทั้งชีวิตของบริษัทตระกูลรณภัทรเป็นเดิมพันเลยครับ"
คำพูดสารภาพกลายๆ พร้อมกับแววตาที่จริงจังจนน่าใจหาย ทำให้พิมพ์ตะวันแทบลืมวิธีหายใจ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้านผสมกับกลิ่นบุคลิกเฉพาะตัวของรณกรทำเอาสติของวิศวกรสาวกระเจิงไปไกล เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลไม่ทันกับจังหวะชีวิตที่กระโจนเข้าหาความหวานชวนจิกหมอนแบบนี้
"คุณกร... นี่คุณ..."
"เราไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าที่ต้องมาร่วมงานกันแก้ขัดอีกต่อไปแล้วนะครับพิมพ์ตะวัน" รณกรกระซิบเสียงพร่าทุ้ม นัยน์ตาสีเข้มมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างเผลอตัว "นับจากวินาทีนี้ไป... เราคือคู่หูที่จะร่วมลุยฝ่ากองเพลิงทุกอย่างไปด้วยกัน... และถ้าใครมันกล้าแตะต้องคุณอีก มันจะต้องข้ามศพผมไปก่อนครับ"
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบสงบลงราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่สอดประสานกันอย่างแนบแน่น พิมพ์ตะวันไม่ได้ถอนมือออกจากการเกาะกุมของเขา ตรงกันข้าม นิ้วเรียวกลับขยับไปเกี่ยวพันและบีบตอบรับความอบอุ่นนั้นแน่นขึ้น รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและงดงามที่สุดเท่าที่รณกรเคยเห็นมาในชีวิต
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและเคมีของทั้งคู่กำลังหลอมรวมกันจนถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรณกรก็แผדเสียงแหลมสูงทำลายบรรยากาศลงอย่างไม่ปรานี
รณกรขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขายังคงไม่ละสายตาจากใบหน้าสวยของพิมพ์ตะวัน ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกประหลาดที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่สิ่งที่ทำให้รณกรต้องชะงักค้างและดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง คือข้อความแจ้งเตือนด่วนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอพร้อมกันนั้น
มันเป็นภาพถ่ายหน้าจอระบบเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทคู่แข่ง... พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงถึงเบอร์ส่วนตัวของเขา
*[ข้อมูลการประมูลทั้งหมดถูกส่งมอบให้ทาง ป.ป.ช. และสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้ว... เกมพลิกแล้วครับคุณสถาปนิก]*
รณกรลดมือลงช้าๆ ความอบอุ่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง เขาหันกลับมามองหน้าพิมพ์ตะวันทันที ดวงตาคู่คมฉายแววตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ไม่ให้หญิงสาวตื่นกลัว
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้กะทันหันก็ดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งตึก พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
*"ประกาศฉุกเฉิน! ตรวจพบเพลิงไหม้บริเวณชั้นใต้ดินและระบบไฟฟ้าหลักถูกตัดขาด ขอให้พนักงานทุกคนอพยพออกจากตัวอาคารโดยด่วน!"*
**ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันเสมอมานะครับ**
เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท•ตอนที่ 13
จุดเปลี่ยนผ่าน
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดิมพันรักฉบับคนกวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!